SoloKeter

ทำ Competitor Analysis แบบทำเองได้ ไม่ต้องจ้างเอเจนซี่

จัดทำโดย SoloKeter · อัปเดตล่าสุด 11 สิงหาคม 2569 · อ่านประมาณ 11 นาที

ทำ Competitor Analysis แบบทำเองได้ ไม่ต้องจ้างเอเจนซี่Solopreneur MarketingInformational
ทำ Competitor Analysis แบบทำเองได้ ไม่ต้องจ้างเอเจนซี่

คำตอบสั้น ๆ

competitor analysis แบบทำเองได้ไม่ต้องใช้เครื่องมือราคาแพง เริ่มจากเลือกคู่แข่งสามถึงห้ารายที่ใกล้เคียงกลุ่มเป้าหมายจริงที่สุด แล้วดูสี่จุดหลักคือราคา จุดขายที่สื่อสาร ช่องทางที่ใช้หาลูกค้า และรีวิวหรือคอมเมนต์จากลูกค้าจริงของเขา ข้อมูลเหล่านี้หาได้ฟรีจากการดูเว็บไซต์และโซเชียลมีเดียของคู่แข่งโดยตรง

เจ้าของธุรกิจคนเดียวหลายคนคิดว่าการวิเคราะห์คู่แข่งต้องจ้างเอเจนซี่ที่มีเครื่องมือราคาแพงถึงจะทำได้ จึงข้ามขั้นตอนนี้ไปทั้งที่เป็นข้อมูลสำคัญที่ช่วยตัดสินใจเรื่องราคา จุดขาย และช่องทางการตลาดได้อย่างมาก

บทความนี้อธิบายวิธีทำ competitor analysis ด้วยตัวเองแบบเป็นขั้นตอน โดยใช้ข้อมูลที่หาได้ฟรีจากเว็บไซต์และโซเชียลมีเดียของคู่แข่งโดยตรง ไม่ต้องพึ่งเครื่องมือหรือเอเจนซี่ราคาแพง

บางคนกลัวว่าการดูคู่แข่งมากเกินไปจะทำให้เสียความมั่นใจในทิศทางของตัวเอง แต่ในความเป็นจริง การวิเคราะห์คู่แข่งอย่างมีระบบกลับช่วยยืนยันว่าทิศทางที่เลือกไว้ถูกต้องหรือควรปรับตรงไหน แทนที่จะเดาเอาเองโดยไม่มีข้อมูลอ้างอิง

ทำไมธุรกิจคนเดียวต้องทำ Competitor Analysis เอง

เจ้าของธุรกิจคนเดียวมักเข้าใจตลาดของตัวเองอยู่แล้วในระดับหนึ่ง การทำ competitor analysis เองจึงไม่ใช่แค่หาข้อมูล แต่เป็นการยืนยันหรือแก้ไขความเข้าใจที่มีอยู่ด้วยข้อมูลจริง ซึ่งบางครั้งเอเจนซี่ภายนอกที่ไม่รู้จักตลาดลึกเท่าอาจวิเคราะห์ผิดจุดได้

อีกเหตุผลคือความคุ้มค่าด้านเวลาและงบ การทำเองใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมงต่อรอบ ในขณะที่จ้างเอเจนซี่มีค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายซ้ำทุกครั้งที่ต้องการอัปเดตข้อมูล ทั้งที่ตลาดของธุรกิจขนาดเล็กมักเปลี่ยนแปลงเร็วจนต้องทบทวนบ่อย

เลือกคู่แข่งที่ควรวิเคราะห์ก่อน

ไม่ควรวิเคราะห์คู่แข่งทุกรายในตลาด เพราะเสียเวลาเกินความจำเป็น ควรเลือกสามถึงห้ารายที่ใกล้เคียงกลุ่มเป้าหมายและช่วงราคาที่ใกล้เคียงกับธุรกิจของตัวเองที่สุด รวมทั้งควรมีอย่างน้อยหนึ่งรายที่ดูเหมือนประสบความสำเร็จชัดเจน เพื่อดูว่าเขาทำอะไรที่คนอื่นไม่ได้ทำ

ควรหลีกเลี่ยงการเลือกคู่แข่งที่ต่างระดับกันมากเกินไป เช่น เทียบธุรกิจคนเดียวกับแบรนด์ใหญ่ที่มีทีมงานหลักร้อยคน เพราะกลยุทธ์ของแบรนด์ใหญ่มักใช้ไม่ได้กับข้อจำกัดของธุรกิจคนเดียว ควรเทียบกับคู่แข่งที่มีขนาดใกล้เคียงกันเป็นหลัก

สี่จุดหลักที่ต้องดูตอนวิเคราะห์คู่แข่ง

จุดแรกคือราคาและโครงสร้างแพ็กเกจ ดูว่าคู่แข่งตั้งราคาอย่างไร มีแพ็กเกจกี่ระดับ จุดที่สองคือจุดขายที่สื่อสารบนหน้าเว็บไซต์และโซเชียลมีเดีย ดูว่าเขาเน้นพูดถึงอะไรเป็นหลักและใช้คำแบบไหนดึงดูดลูกค้า

จุดที่สามคือช่องทางที่ใช้หาลูกค้า เช่น เน้นโฆษณา คอนเทนต์ออร์แกนิก หรือการบอกต่อ และจุดที่สี่คือรีวิวหรือคอมเมนต์จากลูกค้าจริง ซึ่งบอกได้ว่าลูกค้าพอใจหรือไม่พอใจเรื่องอะไร เป็นข้อมูลที่มีค่ามากเพราะบอกจุดอ่อนของคู่แข่งที่เรานำมาใช้เป็นโอกาสได้

วิธีเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบไม่ให้สับสน

วิธีที่ทำได้ง่ายที่สุดคือสร้างตารางเปรียบเทียบ โดยมีแถวเป็นคู่แข่งแต่ละรายและคอลัมน์เป็นสี่จุดหลักที่กล่าวไปข้างต้น เมื่อกรอกข้อมูลครบ จะเห็นภาพรวมได้ชัดว่าคู่แข่งแต่ละรายเหมือนหรือต่างกันตรงไหน และมีช่องว่างในตลาดตรงไหนที่ยังไม่มีใครทำ

ควรจดวันที่เก็บข้อมูลไว้ด้วยทุกครั้ง เพราะราคาและกลยุทธ์ของคู่แข่งอาจเปลี่ยนแปลงได้ ควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดก่อนนำไปใช้ตัดสินใจสำคัญ โดยเฉพาะเรื่องราคาซึ่งเปลี่ยนแปลงบ่อยตามช่วงเวลาหรือโปรโมชัน

วิเคราะห์คำที่คู่แข่งใช้สื่อสารกับลูกค้าอย่างละเอียด

นอกจากดูว่าคู่แข่งขายอะไร ควรสังเกตด้วยว่าเขาใช้คำแบบไหนในการอธิบายสินค้าหรือบริการ เช่น เน้นคำว่ารวดเร็ว ประหยัด หรือมีคุณภาพสูง คำที่คู่แข่งเลือกใช้บ่อยมักสะท้อนว่าเขาเข้าใจว่าอะไรคือสิ่งที่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายให้ความสำคัญที่สุด ซึ่งเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์แม้จะไม่ได้เลือกใช้กลยุทธ์เดียวกัน

อีกจุดที่ควรสังเกตคือคำถามที่ลูกค้าถามคู่แข่งบ่อยในคอมเมนต์หรือแชท เพราะคำถามซ้ำ ๆ เหล่านี้บอกได้ว่าลูกค้ากลุ่มเป้าหมายยังสงสัยหรือกังวลเรื่องอะไรอยู่ ถ้าธุรกิจของเราสามารถตอบคำถามเหล่านั้นได้ชัดเจนกว่าคู่แข่งตั้งแต่หน้าแรกของเว็บไซต์ ก็อาจช่วยลดความลังเลของลูกค้าและเพิ่มโอกาสปิดการขายได้มากกว่า

ควรระวังไม่ให้การวิเคราะห์คำสื่อสารของคู่แข่งกลายเป็นการลอกคำมาใช้ตรง ๆ เพราะลูกค้าที่เห็นทั้งสองแบรนด์อาจสังเกตความคล้ายกันได้ ควรใช้เป็นแรงบันดาลใจในการหาคำพูดของตัวเองที่สื่อสารจุดขายได้ชัดเจนไม่แพ้กัน แต่ยังคงเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแบรนด์ไว้

ตัวอย่างการวิเคราะห์คู่แข่งแบบเป็นขั้นตอนจริง

ลองพิจารณาเจ้าของร้านขายกระเป๋าหนังทำมือที่กำลังจะเปิดร้านออนไลน์ ขั้นแรกเลือกคู่แข่งสี่รายที่ขายกระเป๋าหนังทำมือในช่วงราคาใกล้เคียงกัน แล้วเก็บข้อมูลราคาพบว่าคู่แข่งสามในสี่รายตั้งราคาใกล้เคียงกันในช่วงหนึ่ง ส่วนอีกหนึ่งรายตั้งราคาสูงกว่าอย่างชัดเจนแต่เน้นเล่าเรื่องขั้นตอนการผลิตด้วยมือแบบละเอียดในทุกโพสต์

เมื่อดูรีวิวลูกค้าของคู่แข่งทั้งสี่ราย พบว่าคู่แข่งที่ตั้งราคาต่ำกว่ามีคอมเมนต์บ่นเรื่องบรรจุภัณฑ์ที่ดูไม่พรีเมียมพอเมื่อเทียบกับราคาสินค้า ในขณะที่คู่แข่งที่ตั้งราคาสูงกว่าได้รับคำชมเรื่องบรรจุภัณฑ์และการดูแลลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ ข้อมูลนี้ช่วยให้เจ้าของร้านกระเป๋าเห็นโอกาสว่าการลงทุนกับบรรจุภัณฑ์ที่ดูดีอาจเป็นจุดขายที่ช่วยให้ตั้งราคาสูงกว่าค่าเฉลี่ยตลาดได้โดยลูกค้ายังรู้สึกคุ้มค่า

จากข้อมูลช่องทางการหาลูกค้า พบว่าคู่แข่งส่วนใหญ่เน้นโพสต์ภาพสินค้าสวยงามบนโซเชียลมีเดียเป็นหลัก มีเพียงรายเดียวที่ทำคอนเทนต์เล่าเรื่องขั้นตอนการทำกระเป๋าแบบละเอียด ซึ่งได้รับการตอบรับดีในแง่ยอดแชร์และคอมเมนต์ เจ้าของร้านกระเป๋าจึงตัดสินใจทดลองทำคอนเทนต์แนวเดียวกันเสริมจากภาพสินค้าทั่วไป เพื่อสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งส่วนใหญ่ที่ยังไม่ได้ทำ

ตัวอย่างนี้แสดงให้เห็นว่าข้อมูลจากการวิเคราะห์คู่แข่งไม่ได้บอกแค่ว่าใครขายอะไรในราคาเท่าไหร่ แต่ช่วยเปิดมุมมองที่นำไปสู่การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ได้จริง เช่น การลงทุนกับบรรจุภัณฑ์หรือการเลือกรูปแบบคอนเทนต์ที่ยังไม่มีใครทำเยอะในตลาดนั้น

สิ่งที่ควรทำต่อจากตัวอย่างนี้คือการตั้งรอบทบทวนคู่แข่งซ้ำทุกสองถึงสามเดือน เพราะราคาและกลยุทธ์คอนเทนต์ของคู่แข่งเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา การวิเคราะห์ครั้งเดียวแล้วเก็บไว้เฉย ๆ จะทำให้ข้อมูลล้าสมัยและอาจนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาดในภายหลัง ควรจดบันทึกวันที่เก็บข้อมูลไว้ทุกครั้งเพื่อให้รู้ว่าข้อมูลชุดไหนยังใช้ได้และชุดไหนควรอัปเดตใหม่ วิธีง่ายที่สุดคือเปิดสเปรดชีตหนึ่งแผ่นสำหรับติดตามคู่แข่งโดยเฉพาะ แล้วอัปเดตทุกครั้งที่ทบทวน จะช่วยให้เห็นแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของตลาดได้ชัดเจนกว่าการจำในหัวหรือเปิดดูเพจคู่แข่งแบบไม่มีระบบ

แปลงข้อมูลคู่แข่งเป็นการตัดสินใจจริง

ข้อมูลที่เก็บมาไม่มีประโยชน์ถ้าไม่นำไปใช้ตัดสินใจ เช่น ถ้าพบว่าคู่แข่งส่วนใหญ่มีจุดอ่อนเรื่องการตอบลูกค้าช้า อาจใช้ความเร็วในการตอบเป็นจุดขายของตัวเอง หรือถ้าพบว่าคู่แข่งเน้นราคาต่ำเป็นหลัก อาจเลือกแข่งด้วยคุณภาพหรือบริการเสริมแทนการลดราคาแข่งกันโดยตรง

สิ่งสำคัญคือไม่ควรลอกกลยุทธ์คู่แข่งมาทั้งหมดโดยไม่ปรับให้เข้ากับจุดแข็งของตัวเอง เพราะสิ่งที่ได้ผลกับคู่แข่งอาจไม่ได้ผลกับธุรกิจที่มีข้อจำกัดต่างกัน ควรใช้ข้อมูลคู่แข่งเป็นจุดอ้างอิงเปรียบเทียบ ไม่ใช่แบบแผนที่ต้องทำตามทุกอย่าง

ตารางเทียบวิธีทำ Competitor Analysis แบบต่าง ๆ

วิธีทำเหมาะกับใครจุดที่ต้องระวัง
ดูเว็บไซต์และโซเชียลมีเดียคู่แข่งเองธุรกิจคนเดียวที่งบจำกัด ทำได้ทันทีต้องอัปเดตข้อมูลเป็นระยะเพราะเปลี่ยนแปลงได้
อ่านรีวิวและคอมเมนต์ลูกค้าคู่แข่งคนอยากรู้จุดอ่อนที่คู่แข่งยังแก้ไม่ได้ต้องแยกความเห็นส่วนตัวกับข้อเท็จจริง
จ้างเอเจนซี่วิเคราะห์เชิงลึกธุรกิจที่มีงบและต้องการข้อมูลเชิงลึกกว่าค่าใช้จ่ายสูง ไม่จำเป็นสำหรับธุรกิจเริ่มต้น

Checklist ก่อนเริ่มทำ Competitor Analysis

  • เลือกคู่แข่งสามถึงห้ารายที่ใกล้เคียงกลุ่มเป้าหมายแล้ว
  • สร้างตารางเปรียบเทียบสี่จุดหลักไว้แล้ว
  • เก็บข้อมูลราคา จุดขาย ช่องทาง และรีวิวครบแล้ว
  • จดวันที่เก็บข้อมูลไว้เพื่ออัปเดตในอนาคต
  • สรุปเป็นการตัดสินใจที่นำไปใช้ปรับธุรกิจได้จริง

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • วิเคราะห์คู่แข่งเยอะเกินไปจนเสียเวลา — ควรเลือกแค่ไม่กี่รายที่ใกล้เคียงจริง แทนที่จะพยายามดูให้ครบทุกรายในตลาด
  • เทียบกับคู่แข่งที่ต่างระดับกันมากเกินไป — กลยุทธ์ของแบรนด์ใหญ่มักใช้ไม่ได้กับธุรกิจคนเดียว ควรเทียบขนาดใกล้เคียงกัน
  • ลอกกลยุทธ์คู่แข่งมาทั้งหมดโดยไม่ปรับ — สิ่งที่ได้ผลกับคู่แข่งอาจไม่เหมาะกับข้อจำกัดของตัวเอง ควรปรับให้ตรงจุดแข็งตัวเอง
  • ไม่อัปเดตข้อมูลหลังเก็บครั้งแรก — ราคาและกลยุทธ์คู่แข่งเปลี่ยนได้ตลอด ควรตรวจสอบล่าสุดก่อนใช้ตัดสินใจสำคัญ

ควรใช้ Tool ไหนใน SoloKeter

ใช้ Website Audit Lite ช่วยดูจุดแข็งจุดอ่อนของหน้าเว็บคู่แข่งเทียบกับของตัวเอง และ Keyword Idea Generator ช่วยดูว่าคู่แข่งเน้นคำค้นหาแบบไหนในการดึงลูกค้า

อ่านเพิ่มเรื่องการหา pain point ลูกค้าได้ที่ หา pain point ลูกค้ายังไงก่อนเริ่มธุรกิจคนเดียว และเรื่องเริ่มธุรกิจในตลาดที่ยังไม่มีลูกค้าได้ที่ แก้ปัญหา cold start ตอนเริ่มธุรกิจคนเดียว

สรุป: ข้อมูลคู่แข่งที่ดีไม่ต้องมีงบ แค่ต้องเป็นระบบ

competitor analysis ที่มีประโยชน์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเครื่องมือราคาแพง แต่ขึ้นอยู่กับการเลือกคู่แข่งที่เหมาะสม เก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ และนำไปใช้ตัดสินใจจริง เริ่มจากสามถึงห้ารายที่ใกล้เคียงกลุ่มเป้าหมายที่สุดก่อน แล้วอัปเดตข้อมูลเป็นระยะเมื่อตลาดเปลี่ยนแปลง

ถ้าอยากให้ช่วยวิเคราะห์คู่แข่งของธุรกิจคุณโดยเฉพาะ ปรึกษาได้ที่ หน้าปรึกษา ไม่มีค่าใช้จ่าย

คำถามที่พบบ่อย

ควรวิเคราะห์คู่แข่งกี่รายถึงจะพอ

สามถึงห้ารายที่ใกล้เคียงกลุ่มเป้าหมายและช่วงราคาของธุรกิจตัวเองมากที่สุดมักเพียงพอ ไม่จำเป็นต้องวิเคราะห์ทุกรายในตลาดซึ่งเสียเวลาเกินความจำเป็น

ทำ competitor analysis ต้องใช้เครื่องมือเสียเงินไหม

ไม่จำเป็น ข้อมูลพื้นฐานส่วนใหญ่หาได้ฟรีจากการดูเว็บไซต์ โซเชียลมีเดีย และรีวิวลูกค้าของคู่แข่งโดยตรง เครื่องมือเสียเงินเหมาะกับการวิเคราะห์เชิงลึกที่ซับซ้อนกว่าเท่านั้น

ควรอัปเดตข้อมูลคู่แข่งบ่อยแค่ไหน

ควรทบทวนทุกสองถึงสามเดือน หรือเมื่อสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจนในตลาด เช่น คู่แข่งเปิดตัวแพ็กเกจใหม่หรือปรับราคา

ถ้าคู่แข่งมีจุดแข็งที่เราสู้ไม่ได้ควรทำยังไง

ไม่จำเป็นต้องแข่งในจุดเดียวกัน ควรมองหาจุดอ่อนของคู่แข่งที่เรานำมาใช้เป็นจุดแข็งของตัวเองแทน เช่น ถ้าเขาช้าในการตอบลูกค้า เราอาจเน้นความเร็วแทน

การดูรีวิวคู่แข่งช่วยอะไรได้บ้าง

รีวิวช่วยบอกจุดอ่อนที่ลูกค้าไม่พอใจจริงซึ่งเป็นข้อมูลที่หาจากหน้าเว็บไซต์อย่างเดียวไม่ได้ ช่วยให้เห็นโอกาสที่จะปรับบริการของตัวเองให้ดีกว่าในจุดนั้น

เครื่องมือฟรีที่เกี่ยวข้อง

  • Website Audit LiteChecklist ตรวจเว็บ 20 ข้อ ครอบคลุม SEO, UX, CTA และ Tracking พร้อมจัด priority
  • Keyword Idea Generatorสร้างไอเดีย keyword จากประเภทธุรกิจ กลุ่มลูกค้า และปัญหาของลูกค้า พร้อม search intent และไอเดียบทความ

อยากให้ช่วยดูเคสของคุณแบบเฉพาะธุรกิจ?

ส่งเว็บไซต์ ปัญหา หรือเป้าหมายธุรกิจมาให้ช่วยดูเบื้องต้นได้ ไม่มีค่าใช้จ่าย

บทความที่เกี่ยวข้อง