SoloKeter

Google Ads กับ Facebook Ads เริ่มอันไหนก่อนดี

อัปเดตล่าสุด 1 กรกฎาคม 2569 · อ่านประมาณ 8 นาที

Google AdsFacebook Adsเลือกแพลตฟอร์มโฆษณามือใหม่งบโฆษณา
Google Ads กับ Facebook Ads เริ่มอันไหนก่อนดี

คำตอบสั้น ๆ

ถ้าลูกค้าของคุณ 'ค้นหา' สินค้าหรือบริการอยู่แล้วบน Google เช่น ซ่อมแอร์ คลินิกทำฟัน ทนายความ ให้เริ่มที่ Google Search Ads เพราะจับความต้องการที่มีอยู่แล้วได้ทันที แต่ถ้าสินค้าต้องอาศัยภาพหรือวิดีโอกระตุ้นให้อยากได้ทั้งที่ยังไม่ได้คิดจะซื้อ เช่น เสื้อผ้า ของแต่งบ้าน คอร์สเรียนออนไลน์ ให้เริ่มที่ Facebook หรือ Instagram Ads เลือกแพลตฟอร์มเดียวก่อนเสมอ อย่าเพิ่งยิงพร้อมกันทั้งสองที่

ทำไมคำถามนี้ตอบด้วยสูตรสำเร็จไม่ได้

เจ้าของธุรกิจเล็กจำนวนมากถามคำถามนี้เหมือนถามว่า "รถกระบะหรือรถเก๋งดีกว่ากัน" ซึ่งจริง ๆ แล้วคำตอบขึ้นอยู่กับว่าจะเอาไปใช้ทำอะไร ไม่มีแพลตฟอร์มไหนดีกว่ากันเสมอไป มีแค่แพลตฟอร์มที่ "เหมาะกับพฤติกรรมลูกค้าของคุณ" มากกว่ากันในแต่ละสถานการณ์

หัวใจสำคัญที่ต้องเข้าใจก่อนคือ Google Ads กับ Facebook Ads จับลูกค้าคนละช่วงเวลาของการตัดสินใจซื้อ บทความนี้จะอธิบายให้ชัดว่าธุรกิจแบบไหนควรเริ่มที่ไหนก่อน

Google Search Ads ทำงานตอนที่ลูกค้า "รู้ปัญหาของตัวเองแล้ว" และกำลังพิมพ์คำค้นหาเพื่อหาทางแก้ เช่น พิมพ์ว่า "ช่างแอร์ใกล้ฉัน" "คลินิกจัดฟันย่านลาดพร้าว" หรือ "รับทำบัญชีบริษัทเล็ก"

ธุรกิจที่เหมาะกับ Google Ads มักมีลักษณะร่วมกันคือ

  • มีความต้องการที่ชัดเจนอยู่แล้วในหัวลูกค้า (เช่น ปัญหาสุขภาพ ปัญหาช่าง ปัญหากฎหมาย)
  • ลูกค้าค้นหาด้วยคำที่คาดเดาได้ เช่น "ร้าน...", "บริการ...ใกล้ฉัน", "ราคา..."
  • มีรอบการตัดสินใจสั้นถึงปานกลาง เช่น นัดหมายภายในไม่กี่วัน

ตัวอย่างที่เห็นผลชัดคือคลินิกทันตกรรม ร้านซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า สำนักงานกฎหมาย และช่างรับเหมาต่าง ๆ เพราะลูกค้าเสิร์ชหาอยู่แล้วก่อนตัดสินใจโทรหรือทัก

Facebook Ads เหมาะกับธุรกิจแบบไหน

Facebook และ Instagram Ads ทำงานตอนที่ลูกค้า "ยังไม่ได้คิดจะซื้อ" แต่เห็นโฆษณาแล้วเกิดความสนใจขึ้นมา จึงต้องอาศัยภาพ วิดีโอ หรือข้อความที่กระตุ้นอารมณ์ได้ดี

ธุรกิจที่เหมาะกับ Facebook Ads มักมีลักษณะร่วมกันคือ

  • สินค้าต้อง "เห็นแล้วอยากได้" เช่น เสื้อผ้า ของตกแต่งบ้าน อาหารหน้าตาน่ากิน
  • กลุ่มเป้าหมายกว้าง หรือยังไม่มีคำค้นหาที่ชัดเจนสำหรับสิ่งที่ขาย เช่น คอร์สเรียนออนไลน์ใหม่ที่คนยังไม่รู้จัก
  • ใช้ storytelling หรือรีวิวช่วยสร้างความน่าเชื่อถือได้ดี

ตัวอย่างที่เห็นผลชัดคือร้านอาหารเปิดใหม่ ร้านขายของออนไลน์ที่ขายผ่าน LINE และคอร์สเรียนที่ต้องอธิบายคุณค่าให้คนเข้าใจก่อนถึงจะอยากสมัคร

เปรียบเทียบพฤติกรรมลูกค้า: ค้นหา กับ เจอโดยไม่ตั้งใจ

จุดต่างที่สำคัญที่สุดคือช่วงเวลาที่โฆษณาไปเจอลูกค้า

Google Ads จับลูกค้าตอน "Active" คือลูกค้าลงมือค้นหาเอง มีความตั้งใจซื้อสูงกว่า แต่การแข่งขันด้านราคาต่อคลิกอาจสูงในบางหมวดธุรกิจ

Facebook Ads จับลูกค้าตอน "Passive" คือลูกค้ากำลังเลื่อนฟีดเฉย ๆ ยังไม่ได้ตั้งใจซื้ออะไร โฆษณาต้องทำหน้าที่หยุดนิ้วโป้งและสร้างความอยากรู้อยากเห็นก่อน อัตราการเปลี่ยนเป็นลูกค้าต่อคนอาจต่ำกว่า Google แต่ต้นทุนต่อการเข้าถึงคนจำนวนมากมักถูกกว่า

ตารางเปรียบเทียบเร็ว ๆ สำหรับตัดสินใจ

ปัจจัยGoogle Search AdsFacebook / Instagram Ads
จับลูกค้าตอนไหนกำลังค้นหาอยู่แล้วเลื่อนฟีดเฉย ๆ
เหมาะกับสินค้า/บริการมีปัญหาชัดเจน แก้ด่วนเห็นแล้วอยากได้
ต้องมีอะไรพร้อมLanding page ตอบคำถามตรงจุดภาพ/วิดีโอที่ดึงดูด
ตัวอย่างธุรกิจคลินิก ช่าง ทนายความร้านอาหาร ของแต่งบ้าน คอร์สเรียน
รอบตัดสินใจสั้น-ปานกลางปานกลาง-ยาว

งบประมาณและความพร้อมที่ต้องมีก่อนเริ่ม

ไม่ว่าจะเลือกแพลตฟอร์มไหน สิ่งที่ต้องเตรียมให้พร้อมก่อนเสมอคือปลายทางที่รับลูกค้า เช่น หน้าเว็บที่โหลดเร็วและตอบคำถามได้ใน 3 วินาที หรือ LINE OA ที่ตอบกลับเร็ว

งบเริ่มต้นที่แนะนำสำหรับธุรกิจเล็กคือ 150-300 บาทต่อวัน ต่อเนื่องอย่างน้อย 2 สัปดาห์ ลองประเมินตัวเลขคร่าว ๆ ก่อนได้ด้วย Google Ads Budget Calculator เพื่อดูว่างบระดับนี้น่าจะได้คลิกและลีดกลับมาประมาณเท่าไหร่ ถ้ายังไม่เคยยิงแอดมาก่อนเลย แนะนำให้อ่าน ยิงแอดครั้งแรกต้องรู้อะไรบ้าง ควบคู่กันไปด้วย

ถ้ายังไม่แน่ใจ ให้ใช้วิธีนี้ตัดสินใจ

ลองถามตัวเองสามข้อนี้

  1. ลูกค้าของฉันพิมพ์คำค้นหาอะไรตอนมีปัญหาที่ธุรกิจฉันแก้ได้ ถ้านึกคำได้ชัดเจนและมีคนค้นหาจริง ให้เริ่ม Google Ads
  2. สินค้าของฉันต้อง "เห็นก่อนถึงจะอยากได้" ไหม ถ้าใช่ ให้เริ่ม Facebook หรือ Instagram Ads
  3. ถ้าตอบทั้งสองข้อไม่ชัด ให้เริ่มจากแพลตฟอร์มที่ทีมงานถนัดทำคอนเทนต์มากกว่า เพราะความสม่ำเสมอสำคัญกว่าการเลือกถูกตั้งแต่แรก

อ่านเพิ่มเติมเรื่องความเหมาะสมของ Search Ads กับแต่ละประเภทธุรกิจได้ที่ Search Ads เหมาะกับธุรกิจแบบไหน

Checklist ก่อนเลือกแพลตฟอร์มโฆษณาแรก

  • รู้ว่าลูกค้าค้นหาด้วยคำอะไรตอนมีปัญหาที่ธุรกิจฉันแก้ได้
  • รู้ว่าสินค้าต้องอาศัยภาพ/วิดีโอกระตุ้นความอยากได้หรือไม่
  • มีปลายทางรับลูกค้าที่พร้อมแล้ว (เว็บหรือ LINE OA)
  • ตั้งงบทดลองรายวันและเพดานรวมต่อเดือนแล้ว
  • เลือกแพลตฟอร์มเดียวก่อน ไม่ยิงพร้อมกันหลายที่ในครั้งแรก
  • มีแผนวัดผลตั้งแต่วันแรกที่เปิดแคมเปญ

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  1. ยิงทั้งสองแพลตฟอร์มพร้อมกันตั้งแต่แรก ทำให้ไม่รู้ว่าตัวไหนได้ผลจริง
  2. เลือกตามที่คนอื่นบอกว่าดี โดยไม่ดูพฤติกรรมลูกค้าตัวเองก่อน
  3. ใช้ภาพนิ่งธรรมดายิง Facebook ทั้งที่แพลตฟอร์มนี้ต้องการภาพที่หยุดสายตาคนได้จริง
  4. ยิง Google Search Ads แต่ไม่มี landing page เฉพาะ ทำให้ต้นทุนต่อลีดสูงเกินจำเป็น
  5. เปลี่ยนแพลตฟอร์มเร็วเกินไป ก่อนที่ระบบจะมีเวลาเรียนรู้และเก็บข้อมูลพอ

สรุป: เลือกให้ตรงพฤติกรรมลูกค้า ไม่ใช่ตรงกระแส

Google Ads เหมาะกับธุรกิจที่ลูกค้ามีปัญหาชัดเจนและค้นหาอยู่แล้ว ส่วน Facebook Ads เหมาะกับธุรกิจที่ต้องกระตุ้นความอยากได้ผ่านภาพและเรื่องราว ธุรกิจเล็กที่งบจำกัดควรเลือกเริ่มแพลตฟอร์มเดียวที่ตรงกับพฤติกรรมลูกค้าจริง แล้วค่อยขยายไปแพลตฟอร์มที่สองเมื่อมีข้อมูลและความมั่นใจมากพอ

คำถามที่พบบ่อย

ธุรกิจใหม่ที่ยังไม่มีใครรู้จัก ควรเริ่มที่ไหน

ถ้ายังไม่มีใครค้นหาแบรนด์หรือสินค้าคุณเลย Google Search Ads อาจยังไม่ค่อยมีปริมาณการค้นหาให้จับ ควรเริ่มที่ Facebook หรือ Instagram Ads ก่อนเพื่อสร้างการรับรู้และความสนใจ

งบน้อยมาก ยิงได้ทั้งสองแพลตฟอร์มพร้อมกันไหม

ไม่แนะนำ เพราะงบที่แบ่งย่อยเกินไปจะทำให้แต่ละแพลตฟอร์มไม่มีข้อมูลมากพอให้ระบบเรียนรู้ ควรเลือกแพลตฟอร์มเดียวที่เหมาะกับธุรกิจก่อน แล้วค่อยขยายทีหลัง

TikTok Ads ควรอยู่ตรงไหนในการตัดสินใจนี้

ถ้ากลุ่มลูกค้าเป็นวัยรุ่นหรือวัยทำงานตอนต้น ชอบเสพวิดีโอสั้น และสินค้าราคาจับต้องได้ TikTok Ads อาจเป็นตัวเลือกที่สามที่น่าลอง แต่แนะนำให้ธุรกิจใหม่โฟกัสแพลตฟอร์มเดียวก่อนเสมอ

ทำไมยิง Google Ads แล้วราคาต่อคลิกแพงมาก

มักเกิดจากคำค้นหาที่เลือกกว้างเกินไปหรือแข่งขันสูงในหมวดธุรกิจนั้น ควรใช้คำค้นหาที่เฉพาะเจาะจงและมี landing page ที่ตรงประเด็นเพื่อลดต้นทุนต่อลีด

ยิง Facebook Ads แล้วมีคนกดไลก์เยอะแต่ไม่มีคนซื้อ ต้องทำยังไง

ยอดไลก์ไม่ใช่ตัวชี้วัดยอดขาย ให้เช็กว่าตั้งเป้าหมายแคมเปญเป็น Conversion หรือ Traffic ไปที่หน้าซื้อจริงหรือไม่ และตรวจว่า landing page ปิดการขายได้ดีพอหรือเปล่า

เครื่องมือฟรีที่เกี่ยวข้อง

  • Google Ads Budget Calculatorคำนวณ clicks, leads, CPA, revenue และ ROAS ที่คาดหวังจากงบต่อวันของคุณ
  • Ads Copy Generatorสร้างข้อความโฆษณา Google / Facebook / TikTok 5 ชุด จากสินค้า จุดขาย และปัญหาลูกค้า
  • CPA / ROAS Calculatorคำนวณ CPL, CPA, conversion rate และ ROAS จากตัวเลขแคมเปญจริง พร้อมคำแนะนำว่าควรปรับอะไร

อยากให้ช่วยดูเคสของคุณแบบเฉพาะธุรกิจ?

ส่งเว็บไซต์ ปัญหา หรือเป้าหมายธุรกิจมาให้ช่วยดูเบื้องต้นได้ ไม่มีค่าใช้จ่าย

บทความที่เกี่ยวข้อง

Ads

ยิงแอดครั้งแรกต้องรู้อะไรบ้าง คู่มือฉบับเจ้าของธุรกิจที่ไม่อยากเสียเงินฟรี

ก่อนยิงแอดครั้งแรก มี 7 เรื่องที่ต้องเตรียมให้พร้อม ตั้งแต่เป้าหมาย งบทดลอง landing page ไปจนถึงการวัดผล เพื่อไม่ให้เงินก้อนแรกหายไปเปล่า ๆ

อ่านประมาณ 8 นาที

Ads

Search Ads เหมาะกับธุรกิจแบบไหน

Search Ads ไม่ได้เหมาะกับทุกธุรกิจ บทความนี้ช่วยเช็กว่าธุรกิจของคุณมีสัญญาณที่เหมาะกับ Google Search Ads หรือไม่ พร้อมตัวอย่างจริงและคีย์เวิร์ดที่ควรใช้

อ่านประมาณ 8 นาที

Ads

CTR, CPC, CPA, ROAS คืออะไร

อธิบาย CTR, CPC, CPA, ROAS แบบเข้าใจง่ายสำหรับเจ้าของธุรกิจเล็ก พร้อมตัวอย่างการอ่านค่าจริงจาก report เพื่อรู้ว่าแอดที่ยิงอยู่คุ้มหรือไม่

อ่านประมาณ 8 นาที