SoloKeter

Internal Link คืออะไร และควรทำยังไงให้ทั้ง Google และคนอ่านได้ประโยชน์

อัปเดตล่าสุด 1 กรกฎาคม 2569 · อ่านประมาณ 8 นาที

SEOInternal LinkOn-page SEOโครงสร้างเว็บ
Internal Link คืออะไร และควรทำยังไงให้ทั้ง Google และคนอ่านได้ประโยชน์

คำตอบสั้น ๆ

Internal link คือลิงก์จากหน้าหนึ่งไปอีกหน้าภายในเว็บเดียวกัน ช่วยให้ Google เข้าใจว่าหน้าไหนสำคัญและเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร และช่วยพาคนอ่านไปยังหน้าที่ตอบคำถามถัดไป หลักการง่าย ๆ คือ ทุกบทความควรลิงก์ไปหน้าบริการที่เกี่ยวข้อง 1 ลิงก์ และบทความอื่นที่เกี่ยวข้อง 2-3 ลิงก์ ด้วยข้อความลิงก์ที่บอกชัดว่าปลายทางคืออะไร

Internal link คือลิงก์ที่เชื่อมหน้าต่าง ๆ ภายในเว็บของเราเอง เช่น จากบทความไปหน้าบริการ หรือจากบทความหนึ่งไปอีกบทความหนึ่ง ส่วน backlink คือลิงก์จากเว็บคนอื่นมาหาเรา

Backlink ต้องรอคนอื่นให้ แต่ internal link เราคุมเองได้ 100% ทำวันนี้เห็นโครงสร้างวันนี้ ไม่ต้องรอใคร และไม่มีค่าใช้จ่าย นี่คือเหตุผลที่มันเป็นงาน SEO ที่คุ้มที่สุดสำหรับธุรกิจเล็ก

1. ช่วย Google เจอหน้าใหม่เร็วขึ้น

Google ไล่อ่านเว็บผ่านลิงก์ ถ้าบทความใหม่ของคุณไม่มีลิงก์จากหน้าไหนชี้มาเลย (เรียกว่า orphan page) Google อาจใช้เวลานานกว่าจะเจอ หรือมองว่าไม่สำคัญ

2. ส่งต่อความน่าเชื่อถือระหว่างหน้า

หน้าที่มีคนเข้าเยอะหรือมี backlink จะมี "พลัง" ในสายตา Google การลิงก์จากหน้าแข็งแรงไปหน้าใหม่ เป็นการแบ่งพลังให้กัน เหมือนรุ่นพี่แนะนำรุ่นน้องให้คนรู้จัก

3. บอก Google ว่าหน้าไหนคือหน้าหลักของเรื่องนั้น

ถ้าบทความ 8 ชิ้นเกี่ยวกับ "จัดฟัน" ล้วนลิงก์ไปหน้าบริการจัดฟันหน้าเดียวกัน Google จะเข้าใจว่าหน้านั้นคือหน้าสำคัญที่สุดของเว็บในเรื่องจัดฟัน และมีแนวโน้มจัดอันดับหน้านั้นให้ดีขึ้น

4. ทำให้คนอยู่ในเว็บนานขึ้น

คนอ่านจบบทความแล้วมีที่ไปต่อ ไม่ต้องกดปิด — ทั้งได้ engagement ที่ดีขึ้น และเพิ่มโอกาสที่เขาจะเดินทางไปถึงหน้าบริการและติดต่อเรา

โครงสร้างที่แนะนำ: Hub and Spoke

วิธีคิดที่ง่ายที่สุดสำหรับธุรกิจเล็ก:

  • Hub (หน้าหลักของเรื่อง) — หน้าบริการ เช่น "บริการจัดฟันใส"
  • Spoke (บทความรอบ ๆ) — บทความที่ตอบคำถามเกี่ยวกับเรื่องนั้น เช่น "จัดฟันใสราคาเท่าไหร่", "จัดฟันใส vs จัดฟันเหล็ก", "จัดฟันใสเจ็บไหม"

กติกา: ทุก spoke ลิงก์ไป hub และ hub ลิงก์กลับไปยัง spoke สำคัญ ๆ ส่วน spoke ที่เนื้อหาเกี่ยวข้องกันก็ลิงก์หากันได้

ถ้ายังไม่มีบทความรอบ ๆ hub ลองใช้ Keyword Idea Generator หาคำถามที่ลูกค้าค้นหา แล้ววางแผนเขียนทีละชิ้น

Anchor text: ข้อความลิงก์สำคัญกว่าที่คิด

Anchor text คือคำที่คลิกได้ Google ใช้มันทำความเข้าใจว่าหน้าปลายทางเกี่ยวกับอะไร

แบบตัวอย่างผล
แย่"คลิกที่นี่", "อ่านต่อ"Google ไม่รู้ว่าปลายทางคืออะไร
ดี"วิธีคิดงบโฆษณาสำหรับธุรกิจเล็ก"บอกชัดทั้งคนและบอท
ระวังใช้ keyword เป๊ะ ๆ ซ้ำกันทุกลิงก์ดูปั้นแต่ง ควรเขียนให้เป็นธรรมชาติหลากหลาย

หลักง่าย ๆ: เขียน anchor text ให้คนอ่านรู้ก่อนคลิกว่าจะเจออะไร แค่นี้ก็ถูกหลัก SEO ไปแล้วเกิน 80%

ควรใส่กี่ลิงก์ต่อบทความ

ไม่มีเลขตายตัว แต่แนวทางที่ใช้ได้จริง:

  • บทความ 1,000-1,500 คำ: internal link 3-6 ลิงก์
  • อย่างน้อย 1 ลิงก์ชี้ไปหน้าบริการ/หน้าขายที่เกี่ยวข้อง
  • ลิงก์เมื่อ "เกี่ยวข้องจริง" เท่านั้น อย่ายัดลิงก์เพื่อให้ครบโควต้า
  • ลิงก์แรก ๆ ควรอยู่ในช่วงต้น-กลางบทความ ไม่ใช่กองอยู่ท้ายสุดหมด

การวางลิงก์ควรคิดตั้งแต่ตอนวางโครงบทความ ลองใช้ Blog Outline Generator ที่จะช่วยเตือนเรื่อง internal link ให้ทุกครั้ง

ลงมือทำกับเว็บที่มีอยู่แล้ว: 4 ขั้นตอน

  1. ลิสต์หน้าทั้งหมด — หน้าบริการ + บทความ ใส่ Google Sheets
  2. จัดกลุ่มตามเรื่อง — บทความไหนอยู่ในเรื่องเดียวกับหน้าบริการไหน
  3. เช็กทีละบทความ — มีลิงก์ไป hub หรือยัง มีลิงก์ไปบทความพี่น้องหรือยัง
  4. แก้ทีละสัปดาห์ — สัปดาห์ละ 5-10 บทความก็พอ ไม่ต้องรีบเสร็จในวันเดียว

ระหว่างไล่เช็ก มักเจอปัญหา on-page อื่นด้วย อ่านเพิ่มที่ On-page SEO พื้นฐานสำหรับมือใหม่ และถ้าบทความเยอะแต่คนเข้าน้อย ให้อ่าน ทำไมเขียนบทความเยอะแต่ไม่มีคนเข้าเว็บ

ร้านขายคอร์สเรียนภาษาอังกฤษออนไลน์แห่งหนึ่งมีบทความสะสมอยู่ 40 กว่าชิ้น แต่เขียนแบบต่างคนต่างอยู่มาตลอด 2 ปี แทบไม่มีลิงก์เชื่อมโยงกันเลย เมื่อเจ้าของร้านลองลิสต์หน้าทั้งหมดใน Google Sheets ตามขั้นตอนที่แนะนำ พบว่ามีบทความถึง 18 ชิ้นที่เป็น orphan page คือไม่มีหน้าไหนลิงก์มาหาเลย รวมถึงหน้าบริการหลัก "คอร์สเรียนภาษาอังกฤษสำหรับผู้ใหญ่" ก็มีบทความลิงก์มาแค่ 2 ชิ้นจากทั้งหมด 40 กว่าชิ้น ทั้งที่เนื้อหาส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกันโดยตรง

ทีมงานใช้เวลาประมาณ 5 สัปดาห์ ทยอยจัดกลุ่มบทความเป็น hub and spoke ตามหัวข้อ เช่น กลุ่ม "เรียนภาษาอังกฤษเพื่อทำงาน" กลุ่ม "เรียนภาษาอังกฤษเพื่อสอบ" แล้วเพิ่มลิงก์ให้ทุก spoke ชี้กลับไปหน้าบริการหลักที่เกี่ยวข้อง พร้อมลิงก์ระหว่างบทความพี่น้องในกลุ่มเดียวกัน 2-3 ลิงก์ต่อบทความ โดยเขียน anchor text ใหม่ให้บอกชัดว่าปลายทางคืออะไรแทนคำว่า "อ่านเพิ่มเติม" ที่ใช้ซ้ำเดิมทุกจุด

ผ่านไปประมาณ 2 เดือนหลังแก้ไขครบ หน้าบริการหลักที่เคยมีลิงก์ชี้มาแค่ 2 จุด อันดับขยับจากหน้า 3 มาอยู่ต้นหน้า 1 สำหรับคำค้นหลัก และบทความ orphan page เดิม 18 ชิ้นเริ่มถูก index และมี impressions เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดใน Search Console เคสนี้สะท้อนว่าบางครั้งไม่ต้องเขียนบทความใหม่เพิ่มเลย แค่จัดระเบียบลิงก์ภายในเว็บที่มีอยู่แล้วก็เห็นผลได้จริง

Checklist ก่อนกดเผยแพร่ทุกบทความ

  • มีลิงก์ไปหน้าบริการที่เกี่ยวข้องอย่างน้อย 1 ลิงก์
  • มีลิงก์ไปบทความที่เกี่ยวข้อง 2-3 ลิงก์
  • Anchor text บอกชัดว่าปลายทางคืออะไร
  • กลับไปเพิ่มลิงก์จากบทความเก่าที่เกี่ยวข้อง ชี้มาหาบทความใหม่นี้
  • ไม่มีลิงก์เสีย (คลิกเช็กเองทุกลิงก์)
  • หน้าบริการหลักลิงก์ถึงได้จากทุกบทความในเรื่องเดียวกัน

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  1. เขียนบทความใหม่แล้วจบเลย — ลืมกลับไปเพิ่มลิงก์จากบทความเก่าชี้มาหา ทำให้บทความใหม่เป็น orphan page
  2. ใช้ "คลิกที่นี่" ทุกลิงก์ — เสียโอกาสบอก Google ว่าหน้าปลายทางเกี่ยวกับอะไร
  3. ลิงก์ทุกอย่างไปหน้าแรก — หน้าแรกไม่ใช่หน้าที่ตอบคำถามเฉพาะเรื่อง ควรลิงก์ไปหน้าที่ตรงประเด็นที่สุด
  4. ยัดลิงก์ 20 อันในบทความเดียว — คนอ่านสับสน และแต่ละลิงก์ได้พลังน้อยลง
  5. ไม่เคยเช็กลิงก์เสีย — หน้าเปลี่ยน URL แล้วลิงก์เก่าพัง ทั้งเสีย UX ทั้งเสียคะแนนในสายตา Google

สรุป: งาน SEO ที่คุมเองได้ 100%

Internal link เป็นงานที่ไม่ต้องรองบ ไม่ต้องรอใคร และเห็นโครงสร้างชัดตั้งแต่วันแรกที่ทำ เริ่มจากจัดกลุ่มเนื้อหาเป็น hub and spoke ลิงก์ด้วย anchor text ที่บอกความหมายชัด แล้วรักษาวินัย checklist ทุกครั้งที่เผยแพร่บทความใหม่ ทำต่อเนื่อง 2-3 เดือน โครงสร้างเว็บของคุณจะแข็งแรงกว่าคู่แข่งส่วนใหญ่ที่เขียนบทความแบบต่างคนต่างอยู่

คำถามที่พบบ่อย

Internal link กับ backlink อะไรสำคัญกว่ากัน

สำคัญคนละแบบ backlink สร้างความน่าเชื่อถือจากภายนอกแต่ควบคุมยาก ส่วน internal link ควบคุมได้เอง 100% และช่วยกระจายพลังภายในเว็บ สำหรับธุรกิจเล็กควรทำ internal link ให้ดีก่อนเพราะฟรีและเห็นผลจากการลงมือทันที

ควรใส่ internal link กี่อันต่อบทความ

ประมาณ 3-6 ลิงก์สำหรับบทความ 1,000-1,500 คำ โดยอย่างน้อย 1 ลิงก์ควรชี้ไปหน้าบริการที่เกี่ยวข้อง หลักสำคัญคือลิงก์เมื่อเกี่ยวข้องจริง ไม่ใช่ยัดให้ครบจำนวน

Anchor text ควรเป็น keyword เป๊ะ ๆ ไหม

ไม่จำเป็นและไม่ควรซ้ำแบบเป๊ะทุกลิงก์ ให้เขียนเป็นประโยคธรรมชาติที่บอกว่าปลายทางคืออะไร เช่น 'วิธีคิดงบโฆษณาสำหรับธุรกิจเล็ก' ดีกว่าใช้คำว่า 'งบโฆษณา' ซ้ำทุกจุด

Orphan page คืออะไร เช็กยังไง

คือหน้าที่ไม่มีลิงก์ภายในชี้ไปหาเลย ทำให้ Google เจอช้าหรือมองว่าไม่สำคัญ วิธีเช็กแบบง่ายคือลิสต์ทุกหน้าใน Google Sheets แล้วไล่ดูว่าแต่ละหน้ามีบทความไหนลิงก์มาบ้าง หน้าที่คอลัมน์ว่างคือ orphan

แก้ internal link แล้วเห็นผลเมื่อไหร่

Google ต้อง crawl หน้าใหม่ก่อน โดยทั่วไปเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงใน 2-8 สัปดาห์ ขึ้นกับความถี่ที่ Google เข้าเว็บ ยิ่งเว็บอัปเดตสม่ำเสมอยิ่งเร็ว ควรมองเป็นการลงทุนโครงสร้างระยะยาวมากกว่าเทคนิคเร่งอันดับ

เครื่องมือฟรีที่เกี่ยวข้อง

  • Blog Outline Generatorสร้างโครงบทความ H1, H2, H3, FAQ และ CTA จาก topic และ search intent
  • Website Audit LiteChecklist ตรวจเว็บ 20 ข้อ ครอบคลุม SEO, UX, CTA และ Tracking พร้อมจัด priority
  • Keyword Idea Generatorสร้างไอเดีย keyword จากประเภทธุรกิจ กลุ่มลูกค้า และปัญหาของลูกค้า พร้อม search intent และไอเดียบทความ

อยากให้ช่วยดูเคสของคุณแบบเฉพาะธุรกิจ?

ส่งเว็บไซต์ ปัญหา หรือเป้าหมายธุรกิจมาให้ช่วยดูเบื้องต้นได้ ไม่มีค่าใช้จ่าย

บทความที่เกี่ยวข้อง

SEO

On-page SEO พื้นฐานสำหรับมือใหม่

On-page SEO คือการจัดหน้าเว็บให้ Google เข้าใจง่ายและติดอันดับได้ดีขึ้น บทความนี้สรุปสิ่งที่ต้องทำใน 30 นาทีต่อบทความ เข้าใจง่ายสำหรับเจ้าของธุรกิจ

อ่านประมาณ 8 นาที

SEO

ทำไมเขียนบทความเยอะแต่ไม่มีคนเข้าเว็บ

เขียนบทความมาหลายสิบชิ้นแต่ทราฟฟิกไม่ขยับเลยเหรอ บทความนี้ไล่เช็ก 7 สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดที่ทำให้บทความ SEO ไม่มีคนเห็น พร้อมวิธีแก้แต่ละจุด

อ่านประมาณ 9 นาที

SEO

Service Page กับ Blog ต่างกันยังไง และธุรกิจเล็กควรมีอะไรก่อน

หลายธุรกิจเขียนบทความเยอะแต่ไม่มีหน้าบริการดี ๆ หรือมีแต่หน้าขายแต่ไม่มีบทความเลย บทความนี้อธิบายหน้าที่ของแต่ละแบบ และลำดับที่ควรทำ

อ่านประมาณ 8 นาที