วิธีทำ SEO Audit เว็บตัวเองแบบ DIY ไม่ต้องจ้างเอเจนซี่
จัดทำโดย SoloKeter · อัปเดตล่าสุด 12 สิงหาคม 2569 · อ่านประมาณ 8 นาที

คำตอบสั้น ๆ
การตรวจสุขภาพ SEO เว็บด้วยตัวเองทำได้จริงถ้าเริ่มจากข้อมูลจริงใน Google Search Console ก่อนไล่ดูโครงสร้างหน้าเว็บ ไม่ใช่เริ่มจากการเดาว่าอะไรผิด เจ้าของธุรกิจคนเดียวไม่จำเป็นต้องรู้ทุกเรื่องเทคนิคเชิงลึก แค่รู้จักเช็กจุดที่กระทบอันดับมากที่สุดก่อน แล้วจัดลำดับความสำคัญตามเวลาที่มีจริง
ได้รับใบเสนอราคาตรวจ SEO จากเอเจนซี่มาแล้วอึ้งกับตัวเลขหลักหมื่นบาท ทั้งที่เว็บเพิ่งเปิดมาไม่กี่เดือนและยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีทราฟฟิกจริงเท่าไหร่ นี่คือสถานการณ์ที่เจ้าของธุรกิจคนเดียวหลายคนเจอ อยากรู้ว่าเว็บตัวเองมีปัญหาอะไรบ้าง แต่งบยังไม่พร้อมจ่ายให้ทีมนอก
ข่าวดีคือ SEO audit ระดับพื้นฐานที่พอบอกได้ว่าเว็บมีปัญหาตรงไหนบ้าง ทำเองได้โดยไม่ต้องเขียนโค้ดเป็นหรือมีความรู้เทคนิคขั้นสูง บทความนี้จะพาไล่ตรวจทีละจุดตามลำดับที่ควรทำก่อนหลัง เพื่อไม่ให้เสียเวลาไปกับจุดที่ไม่กระทบอันดับจริง
ทำไมควรตรวจเองก่อนตัดสินใจจ้างเอเจนซี่
ค่าจ้าง SEO audit จากเอเจนซี่มักอยู่ที่หลักหมื่นบาทโดยประมาณ ซึ่งเป็นตัวเลขที่อาจเปลี่ยนตามแพลตฟอร์มและขอบเขตงาน สำหรับธุรกิจที่ยังไม่รู้ว่าเว็บตัวเองมีทราฟฟิกจากออร์แกนิกมากน้อยแค่ไหน การจ่ายเงินก้อนนี้โดยไม่มีข้อมูลพื้นฐานในมือก่อนอาจไม่คุ้มกับสิ่งที่ได้กลับมา เพราะรายงานที่ได้อาจเต็มไปด้วยศัพท์เทคนิคที่ตัวเองนำไปทำต่อเองไม่ได้อยู่ดี
การตรวจเองก่อนช่วยให้รู้ว่าเว็บอยู่ในสถานะไหน มีปัญหาใหญ่ที่ต้องรีบแก้หรือแค่จุดเล็กน้อยที่ปล่อยไว้ก่อนได้ ถ้าตรวจแล้วพบว่าปัญหาซับซ้อนเกินความสามารถที่จะแก้เอง ค่อยตัดสินใจจ้างผู้เชี่ยวชาญเฉพาะจุดนั้น แทนที่จะจ้างทำทั้งหมดตั้งแต่ต้นโดยไม่รู้ขอบเขตที่แท้จริง
เริ่มจากดูข้อมูลจริงใน Google Search Console ก่อนเดาเอง
ข้อมูลที่ควรดูก่อนสิ่งอื่นใดคือคำค้นที่เว็บติดอันดับอยู่แล้วและตำแหน่งเฉลี่ยของแต่ละหน้า เพราะบอกได้ตรง ๆ ว่า Google เข้าใจเว็บว่าเกี่ยวข้องกับคำค้นไหนบ้างในสายตาจริง ไม่ใช่สิ่งที่เจ้าของเว็บคิดเอาเองว่าน่าจะติด หน้าที่ติดอันดับ 8 ถึง 20 มักเป็นจุดที่คุ้มค่าแก้ที่สุด เพราะใกล้หน้าแรกแล้วแต่ยังไม่ถึง
อีกจุดที่ต้องดูคือ Coverage หรือสถานะการทำดัชนีของหน้าเว็บ ถ้ามีหน้าที่ควรติดอันดับแต่ไม่ถูกจัดทำดัชนี นั่นคือปัญหาที่ควรแก้ก่อนไปปรับเนื้อหาใด ๆ เพราะต่อให้เนื้อหาดีแค่ไหน ถ้า Google ไม่เก็บหน้านั้นเข้าไปในดัชนี ก็ไม่มีทางติดอันดับได้เลย
ตรวจ On-page พื้นฐาน: title, meta description และโครงสร้าง heading
Title tag ที่ดีต้องมีคำค้นหลักอยู่ในช่วงต้นและสื่อสารประโยชน์ชัดเจนภายในความยาวที่ไม่ถูกตัดในผลการค้นหา การไล่ดู title ของทุกหน้าสำคัญว่าซ้ำกันหรือไม่ก็เป็นจุดที่มักถูกมองข้าม เพราะเว็บที่ใช้ระบบสร้างหน้าอัตโนมัติมักปล่อยให้ title ซ้ำกันหลายหน้าโดยไม่รู้ตัว
โครงสร้าง heading ที่ดีต้องมี H1 เดียวต่อหน้าและ H2 ที่สะท้อนหัวข้อย่อยจริง ไม่ใช่แค่จัดฟอนต์ให้ตัวใหญ่โดยไม่ได้ใช้แท็ก heading จริง เพราะ Google ใช้โครงสร้าง heading ช่วยเข้าใจลำดับความสำคัญของเนื้อหาในหน้านั้น การเปิดดู source code ของหน้าแล้วเช็กว่าติดแท็กถูกต้องหรือไม่ ทำได้เองโดยไม่ต้องเขียนโค้ดเป็น เพียงกด Ctrl หรือ Cmd พร้อม U บนเบราว์เซอร์
ตรวจ Technical เบื้องต้นที่ทำเองได้โดยไม่ต้องเขียนโค้ด
จุดแรกที่ควรเช็กคือเว็บแสดงผลบนมือถือได้ดีหรือไม่ เพราะทราฟฟิกส่วนใหญ่ในตลาดไทยมาจากมือถือ ลองเปิดเว็บด้วยมือถือจริงแล้วดูว่าปุ่มกดง่ายไหม ตัวอักษรอ่านออกไหมโดยไม่ต้องซูม และหน้าโหลดเร็วพอที่จะไม่รอนานจนเลื่อนหนี
จุดที่สองคือลิงก์เสียหรือ broken link ภายในเว็บ ซึ่งพบได้จากการคลิกลิงก์สำคัญทีละจุดหรือใช้เครื่องมือตรวจลิงก์ฟรีที่มีอยู่หลายตัว ลิงก์เสียไม่ได้แค่ทำให้ลูกค้าหงุดหงิด แต่ยังส่งสัญญาณให้ Google มองว่าเว็บดูแลไม่ดีพอ ถ้าพบลิงก์เสียจำนวนมากควรไล่แก้ก่อนไปทำเรื่องอื่น
ตรวจว่าเนื้อหาตอบโจทย์ search intent จริงหรือไม่
เนื้อหาที่ติดอันดับต่ำแม้จะเขียนยาวและดูครบถ้วน มักเกิดจากไม่ตรงกับสิ่งที่คนค้นหาต้องการจริง เช่น คนค้นหาคำว่าราคาสินค้าแต่หน้านั้นพูดถึงประวัติแบรนด์แทนที่จะบอกช่วงราคาให้ชัดตั้งแต่ต้น วิธีเช็กคือลองค้นหาคำค้นหลักของหน้านั้นด้วยตัวเองแล้วดูว่าอันดับต้น ๆ ตอบคำถามแบบไหน เพื่อเทียบกับสิ่งที่หน้าตัวเองมีอยู่
ถ้าพบว่าเนื้อหาตัวเองยังตอบไม่ตรงจุด ให้ปรับส่วนเปิดของหน้าให้ตอบคำถามหลักทันทีก่อนขยายความ แทนที่จะไล่เขียนพื้นหลังยาว ๆ ก่อนถึงคำตอบจริง เพราะทั้งผู้อ่านและระบบค้นหาต่างให้ความสำคัญกับหน้าที่ตอบตรงประเด็นเร็ว
เครื่องมือฟรีที่ใช้ตรวจ SEO เบื้องต้นได้จริง
| เครื่องมือ | เหมาะกับใคร | จุดที่ต้องระวัง |
|---|---|---|
| Google Search Console | เว็บทุกขนาดที่ต้องรู้ทราฟฟิกและอันดับจริง | ข้อมูลย้อนหลังไม่เกินราว 16 เดือน ควรดาวน์โหลดเก็บเป็นระยะ |
| PageSpeed Insights | เช็กความเร็วโหลดและ Core Web Vitals | คะแนนอาจแกว่งตามช่วงเวลาที่ทดสอบ ควรดูค่าเฉลี่ยหลายครั้ง |
| Mobile-Friendly Test | เช็กว่าเว็บใช้งานบนมือถือได้จริงไหม | ผ่านเกณฑ์เครื่องมือไม่ได้แปลว่าใช้งานจริงลื่นเสมอ ควรลองเองด้วย |
จัดลำดับความสำคัญสิ่งที่ต้องแก้ตามเวลาที่มีจริง
เมื่อตรวจครบแล้วมักพบปัญหาหลายจุดพร้อมกัน สิ่งที่ควรทำต่อไม่ใช่แก้ทุกอย่างพร้อมกันแต่คือจัดลำดับว่าอะไรกระทบอันดับมากที่สุดเทียบกับเวลาที่ใช้แก้ ปัญหาการทำดัชนีหรือหน้าที่หายไปจาก Google ควรอยู่อันดับแรกเสมอ เพราะถ้าหน้าไม่ถูกจัดทำดัชนี การแก้เรื่องอื่นก็ไม่มีผลอะไร
ลำดับถัดมาคือ title และ meta ของหน้าที่มีทราฟฟิกอยู่แล้วแต่ยังไม่สูงสุด เพราะแก้ง่ายและเห็นผลเร็วกว่าการเขียนเนื้อหาใหม่ทั้งหมด ส่วนการปรับปรุงเนื้อหาให้ตรง search intent มากขึ้นควรวางเป็นงานต่อเนื่องรายสัปดาห์ ไม่ใช่งานที่ต้องเสร็จในครั้งเดียว เพราะใช้เวลาคิดและเขียนมากกว่าจุดอื่น
Checklist ตรวจ SEO เว็บตัวเองเบื้องต้น
- ดูคำค้นและตำแหน่งอันดับจริงใน Search Console แล้ว
- เช็กสถานะการทำดัชนีของหน้าสำคัญครบทุกหน้า
- ไล่ดู title และ meta description ว่าซ้ำกันหรือไม่
- ทดสอบการแสดงผลบนมือถือด้วยตัวเองจริง
- เทียบเนื้อหากับอันดับต้นเพื่อดู search intent ตรงกันไหม
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- เริ่มแก้เนื้อหาก่อนเช็กว่าหน้าถูกทำดัชนีหรือไม่ — ถ้าหน้ายังไม่ถูกจัดทำดัชนี แก้เนื้อหาอย่างไรก็ไม่ติดอันดับ ควรเช็กจุดนี้ก่อนเสมอ
- ดูแค่คะแนนความเร็วโดยไม่ทดสอบใช้งานจริง — คะแนนเครื่องมือกับความรู้สึกใช้งานจริงอาจต่างกัน ควรลองเปิดเว็บด้วยมือถือจริงประกอบด้วย
- แก้ title ทุกหน้าพร้อมกันโดยไม่เรียงลำดับความสำคัญ — เสียเวลากับหน้าที่ไม่มีทราฟฟิกอยู่แล้ว ควรเริ่มจากหน้าที่มีทราฟฟิกอยู่ก่อน
- มองข้ามลิงก์เสียเพราะคิดว่าเป็นเรื่องเล็ก — ลิงก์เสียจำนวนมากส่งสัญญาณลบต่อทั้งผู้ใช้และระบบค้นหา ควรไล่แก้เป็นระยะ
ควรใช้ Tool ไหนใน SoloKeter
ใช้ Website Audit Lite เช็กจุดพื้นฐานของเว็บอย่างรวดเร็วก่อนไล่ลึกเอง และ Marketing Priority Finder ช่วยจัดลำดับว่าควรแก้จุดไหนก่อนตามเวลาที่มีจริง อ่านต่อเรื่องการทำเนื้อหาให้ติด Featured Snippet ได้ที่ เทคนิคทำให้เนื้อหาติด Featured Snippet และพื้นฐาน Technical SEO ที่ต้องรู้เพิ่มเติมที่ Technical SEO ที่ต้องรู้
สรุป: ตรวจเองก่อน แล้วค่อยตัดสินใจจ้างเฉพาะจุด
SEO audit ระดับพื้นฐานทำเองได้จริงโดยเริ่มจากข้อมูลจริงใน Search Console ไล่ตรวจ On-page และ Technical ทีละจุด แล้วจัดลำดับความสำคัญตามเวลาที่มี ไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าเอเจนซี่หลักหมื่นตั้งแต่วันแรกที่ยังไม่รู้ขอบเขตปัญหาจริง
ถ้าตรวจแล้วเจอปัญหาที่ซับซ้อนเกินจะแก้เอง ปรึกษาได้ที่ หน้าปรึกษา ไม่มีค่าใช้จ่าย
คำถามที่พบบ่อย
ต้องตรวจ SEO บ่อยแค่ไหนสำหรับเว็บธุรกิจคนเดียว
ควรตรวจภาพรวมทุกไตรมาสอย่างน้อย และเช็กข้อมูล Search Console แบบเร็วทุกเดือนเพื่อจับปัญหาการทำดัชนีตั้งแต่ต้น
ไม่มีความรู้เทคนิคเลยจะตรวจ Technical SEO ได้ไหม
จุดพื้นฐานอย่างการแสดงผลบนมือถือ ความเร็วโหลด และลิงก์เสีย ตรวจได้เองโดยไม่ต้องเขียนโค้ด ส่วนที่ซับซ้อนกว่านั้นค่อยพิจารณาจ้างเฉพาะจุด
หน้าที่ไม่ถูกทำดัชนีควรแก้อย่างไรก่อน
ควรเช็กก่อนว่าเป็นเพราะตั้งค่าห้ามทำดัชนีโดยไม่ตั้งใจหรือเพราะเนื้อหาบางเกินไป แล้วแก้ที่ต้นเหตุก่อนส่งขอทำดัชนีใหม่
ควรจ้างเอเจนซี่เมื่อไหร่ถ้าตรวจเองแล้ว
เมื่อพบปัญหาเชิงเทคนิคที่ซับซ้อนเกินความสามารถ เช่น โครงสร้างเว็บทั้งระบบ หรือเมื่อเว็บมีทราฟฟิกมากพอจนคุ้มกับการลงทุนจ้างผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง
เครื่องมือฟรีตรวจ SEO แม่นยำพอไหมสำหรับธุรกิจเล็ก
เพียงพอสำหรับการตรวจเบื้องต้นและตัดสินใจลำดับความสำคัญ แต่ควรตรวจสอบล่าสุดก่อนตัดสินใจเพราะเครื่องมือและเกณฑ์การให้คะแนนอาจเปลี่ยนตามแพลตฟอร์ม
เครื่องมือฟรีที่เกี่ยวข้อง
- Website Audit Lite — Checklist ตรวจเว็บ 20 ข้อ ครอบคลุม SEO, UX, CTA และ Tracking พร้อมจัด priority
- Marketing Priority Finder — ตอบคำถามสั้น ๆ เพื่อดูว่าธุรกิจของคุณควรแก้อะไรก่อน — Tracking, Landing Page, SEO หรือค่าโฆษณา พร้อมคะแนนความพร้อมและแผน 7/30 วัน
อยากให้ช่วยดูเคสของคุณแบบเฉพาะธุรกิจ?
ส่งเว็บไซต์ ปัญหา หรือเป้าหมายธุรกิจมาให้ช่วยดูเบื้องต้นได้ ไม่มีค่าใช้จ่าย
