SoloKeter

สร้าง Retargeting Funnel แบบง่ายสำหรับธุรกิจคนเดียว

จัดทำโดย SoloKeter · อัปเดตล่าสุด 12 สิงหาคม 2569 · อ่านประมาณ 9 นาที

สร้าง Retargeting Funnel แบบง่ายสำหรับธุรกิจคนเดียวAds for Solo BusinessInformational
สร้าง Retargeting Funnel แบบง่ายสำหรับธุรกิจคนเดียว

คำตอบสั้น ๆ

คนที่เคยเข้าเว็บแล้วไม่ซื้อไม่ใช่คนที่หมดความสนใจเสมอไป หลายคนแค่ยังไม่พร้อมตัดสินใจในตอนนั้น การสร้าง Retargeting Funnel แบบง่ายคือแบ่งคนกลุ่มนี้ออกเป็นสามชั้นตามระดับความสนใจ แล้วส่งข้อความที่ต่างกันในแต่ละชั้น ไม่ใช่ยิงโฆษณาเดิมซ้ำไปเรื่อย ๆ ธุรกิจคนเดียวทำได้เองโดยไม่ต้องมีทีมการตลาดขนาดใหญ่ ขอแค่แยกกลุ่มและตั้งงบให้เหมาะสมกับแต่ละขั้น

หลายคนยิงโฆษณาเพื่อดึงคนเข้าเว็บ เห็นยอดคลิกเยอะ แต่พอเช็กยอดขายกลับพบว่าคนส่วนใหญ่เข้ามาดูแล้วก็หายไปเฉย ๆ ไม่กลับมาซื้ออีกเลย ทั้งที่ความจริงแล้วคนกลุ่มนี้คือกลุ่มที่มีต้นทุนตามกลับมาถูกที่สุด เพราะเคยรู้จักธุรกิจเราแล้ว

บทความนี้อธิบายวิธีสร้าง Retargeting Funnel แบบง่ายที่เจ้าของธุรกิจคนเดียวทำเองได้ โดยไม่ต้องมีเครื่องมือซับซ้อน แค่แบ่งกลุ่มให้ถูกและส่งข้อความให้ตรงจังหวะ

ทำไมคนที่เคยเข้าเว็บแต่ยังไม่ซื้อคือกลุ่มที่คุ้มสุดในการตามกลับ

คนกลุ่มนี้ผ่านขั้นตอนที่ยากที่สุดมาแล้ว คือการรู้จักธุรกิจและสนใจพอที่จะคลิกเข้ามาดู ต่างจากคนที่ไม่เคยรู้จักเลยซึ่งต้องใช้ทั้งงบและเวลาสร้างความสนใจตั้งแต่ศูนย์ การตามกลุ่มนี้กลับมาจึงมักใช้งบต่อการปิดการขายต่ำกว่าการหาลูกค้าใหม่

ปัญหาคือธุรกิจส่วนใหญ่ไม่เคยตามกลุ่มนี้กลับมาเลย ปล่อยให้คนที่เกือบซื้อหายไปในความเงียบ ทั้งที่แค่เพิ่มขั้นตอนติดตามง่าย ๆ ก็อาจดึงบางส่วนกลับมาปิดการขายได้โดยไม่ต้องเพิ่มงบหาลูกค้าใหม่เลย

โครงสร้าง Retargeting Funnel 3 ชั้นที่ทำเองได้

Funnel แบบง่ายแบ่งคนออกเป็นสามชั้นตามระดับความสนใจ ชั้นแรกคือคนที่แค่เข้าเว็บแต่ยังไม่ดูสินค้าจริงจัง ชั้นที่สองคือคนที่ดูสินค้าหรือดูหน้าราคาแล้วแต่ยังไม่ทำอะไรต่อ และชั้นที่สามคือคนที่ใส่ตะกร้าหรือเริ่มกรอกฟอร์มแล้วแต่ไม่จบขั้นตอน

แต่ละชั้นมีระดับความพร้อมซื้อไม่เท่ากัน จึงต้องใช้ข้อความและงบที่ต่างกัน ชั้นที่ใกล้ซื้อที่สุดควรได้รับข้อความที่กระตุ้นให้ตัดสินใจโดยตรง ส่วนชั้นที่เพิ่งรู้จักควรได้รับข้อความที่สร้างความน่าเชื่อถือก่อน ไม่ใช่รีบขายทันที

ตารางเปรียบเทียบกลุ่ม Retargeting แต่ละชั้น

ชั้นเหมาะกับใครจุดที่ต้องระวัง
ชั้น 1: เข้าเว็บแต่ยังไม่ดูสินค้าธุรกิจที่มีทราฟฟิกจากหลายช่องทาง ต้องการคัดกรองความสนใจก่อนกลุ่มนี้ยังไม่พร้อมซื้อ อย่าเพิ่งใช้ข้อความขายตรง ควรสร้างความน่าเชื่อถือก่อน
ชั้น 2: ดูสินค้า/ราคาแล้วธุรกิจที่มีสินค้าหลายรายการ อยากรู้ว่าใครสนใจตัวไหนต้องแยกข้อความตามสินค้าที่ดู ไม่ใช้ข้อความรวมทั้งเว็บ
ชั้น 3: ใส่ตะกร้า/เริ่มกรอกฟอร์มแต่ไม่จบธุรกิจที่มีขั้นตอนซื้อหรือสมัครหลายขั้นต้องตามให้เร็วภายในไม่กี่วัน ก่อนความสนใจจะเย็นลง

เขียนข้อความให้ต่างกันในแต่ละชั้น ไม่ใช้ข้อความเดียวซ้ำทุกที่

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือใช้ข้อความโฆษณาเดียวกันยิงซ้ำกับทุกกลุ่ม ทำให้คนที่เกือบซื้อแล้วรู้สึกเหมือนไม่มีอะไรใหม่ ทั้งที่ควรได้รับข้อความที่ตรงกับสิ่งที่เขาสนใจอยู่แล้ว เช่น เตือนถึงสินค้าที่เคยดูพร้อมข้อมูลเพิ่มเติมที่ช่วยตัดสินใจ

สำหรับชั้นที่ใกล้ซื้อที่สุด ข้อความควรตอบข้อสงสัยที่มักทำให้คนลังเล เช่น เรื่องค่าจัดส่งหรือระยะเวลาที่ใช้ ส่วนชั้นที่เพิ่งรู้จักควรเน้นเนื้อหาที่ให้ข้อมูลหรือแสดงความน่าเชื่อถือ เช่น รีวิวจากลูกค้าจริงหรือเนื้อหาที่ตอบคำถามที่พบบ่อย

กำหนดระยะเวลาแสดงโฆษณาให้เหมาะกับพฤติกรรมลูกค้า

ระยะเวลาที่ควรตามกลับแตกต่างกันตามชั้น กลุ่มที่ใส่ตะกร้าแต่ไม่จบควรตามภายในไม่กี่วันแรก เพราะความสนใจยังสดอยู่ ส่วนกลุ่มที่แค่เข้าเว็บอาจตามได้นานขึ้นเล็กน้อยเพราะยังอยู่ในขั้นตอนทำความรู้จัก

ถ้าตามนานเกินไปโดยไม่จำกัดระยะเวลา อาจกลายเป็นแสดงโฆษณาให้คนที่ไม่สนใจแล้วเห็นซ้ำจนรำคาญ ควรกำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจนสำหรับแต่ละชั้น แล้วปรับตามข้อมูลจริงที่เกิดขึ้นเมื่อรันไปสักระยะ

ตั้งงบสำหรับ Retargeting แยกจากงบหาลูกค้าใหม่

งบสำหรับ Retargeting ควรแยกออกจากงบหาลูกค้าใหม่อย่างชัดเจน เพราะกลุ่มเป้าหมายเล็กกว่ามากจึงไม่ต้องใช้งบสูง การเอางบไปปนกันอาจทำให้ระบบกระจายงบผิดสัดส่วน จนกลุ่มที่ใกล้ซื้อที่สุดได้งบน้อยเกินไป

โดยทั่วไปสัดส่วนงบสำหรับ Retargeting มักน้อยกว่างบหาลูกค้าใหม่มาก แต่ให้ผลตอบแทนต่อบาทที่ใช้สูงกว่า เพราะกลุ่มเป้าหมายมีความพร้อมซื้อสูงกว่าคนที่ไม่เคยรู้จักธุรกิจเลย ควรตรวจสอบตัวเลขต้นทุนต่อคลิกล่าสุดของแพลตฟอร์มก่อนตั้งงบเพราะอาจเปลี่ยนตามช่วงเวลา

วัดผลว่า Funnel นี้ทำงานจริงหรือไม่

วิธีวัดผลที่ตรงที่สุดคือดูว่ามีคนจากกลุ่ม Retargeting กลับมาซื้อจริงกี่คน เทียบกับต้นทุนที่ใช้ไปในกลุ่มนั้น ไม่ใช่ดูแค่ยอดคลิกหรือยอดเข้าชมซ้ำ เพราะตัวเลขเหล่านั้นไม่ได้บอกว่าปิดการขายได้จริงหรือไม่

ถ้าติดตั้งระบบวัดผลที่แยกแหล่งที่มาได้ชัดเจน จะเห็นได้ว่าชั้นไหนให้ผลตอบแทนคุ้มค่าที่สุด แล้วค่อยปรับงบให้เอียงไปทางชั้นที่ทำงานได้ดีกว่า แทนที่จะกระจายงบเท่า ๆ กันในทุกชั้นโดยไม่มีข้อมูลรองรับ

เลือกแพลตฟอร์มที่เหมาะกับการทำ Retargeting สำหรับธุรกิจคนเดียว

แต่ละแพลตฟอร์มมีจุดแข็งไม่เหมือนกันสำหรับการทำ Retargeting ธุรกิจที่มีทราฟฟิกส่วนใหญ่มาจาก Facebook หรือ Instagram มักได้ผลดีกับการใช้ pixel ของแพลตฟอร์มนั้นตามคนกลับมา เพราะข้อมูลพฤติกรรมสอดคล้องกับพื้นที่ที่คนใช้เวลาอยู่บ่อย ในขณะที่ธุรกิจที่ลูกค้าค้นหาผ่าน Google เป็นหลักอาจเหมาะกับการใช้ระบบ Retargeting ของ Google ควบคู่ไปด้วย

ธุรกิจคนเดียวไม่จำเป็นต้องใช้ทุกแพลตฟอร์มพร้อมกันตั้งแต่แรก ควรเริ่มจากแพลตฟอร์มที่มีทราฟฟิกมากที่สุดก่อน แล้วค่อยขยายไปแพลตฟอร์มอื่นเมื่อเห็นว่า Funnel แรกทำงานได้ผลดีแล้ว การกระจายความพยายามไปหลายแพลตฟอร์มพร้อมกันตั้งแต่ต้นอาจทำให้ดูแลแต่ละช่องทางได้ไม่ทั่วถึง

ตัวอย่างสถานการณ์ที่ Retargeting Funnel ช่วยกู้ยอดขายคืนมา

ลองนึกภาพร้านค้าออนไลน์ที่มีคนเข้ามาดูสินค้าจำนวนมากในแต่ละเดือน แต่มีคนใส่ตะกร้าแล้วไม่จ่ายเงินอยู่ไม่น้อย ถ้าไม่มี Funnel ตามกลับ คนกลุ่มนี้ก็จะหายไปเงียบ ๆ โดยที่ร้านค้าไม่รู้ตัวว่าเสียโอกาสไปเท่าไหร่ในแต่ละเดือน

เมื่อเริ่มตั้งชั้นที่สามของ Funnel ให้ตามคนที่ใส่ตะกร้าแต่ไม่จ่ายภายในไม่กี่วันแรก พร้อมข้อความที่ตอบข้อสงสัยเรื่องค่าจัดส่งหรือระยะเวลา บางส่วนของคนกลุ่มนี้กลับมาปิดการขายได้โดยที่ไม่ต้องเพิ่มงบหาลูกค้าใหม่เลย นี่คือตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า Retargeting Funnel ไม่ใช่แค่ทฤษฎี แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยกู้ยอดขายที่เกือบหลุดมือคืนมาได้จริง

Checklist ก่อนเริ่มสร้าง Retargeting Funnel

  • ติดตั้งระบบติดตามพฤติกรรมที่แยกได้ว่าใครอยู่ชั้นไหน
  • เขียนข้อความให้ต่างกันในแต่ละชั้น ไม่ใช้ข้อความเดียวซ้ำ
  • กำหนดระยะเวลาแสดงโฆษณาที่เหมาะกับแต่ละชั้น
  • แยกงบ Retargeting ออกจากงบหาลูกค้าใหม่ชัดเจน
  • เตรียมวิธีวัดผลที่ดูได้ว่าใครกลับมาซื้อจริงจากชั้นไหน

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • ใช้ข้อความเดียวยิงซ้ำทุกกลุ่ม — ทำให้คนที่เกือบซื้อแล้วไม่รู้สึกว่ามีอะไรใหม่ ควรแยกข้อความตามระดับความสนใจ
  • ไม่จำกัดระยะเวลาแสดงโฆษณา — ทำให้คนที่ไม่สนใจแล้วเห็นโฆษณาซ้ำจนรำคาญ ควรกำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจน
  • เอางบ Retargeting ไปปนกับงบหาลูกค้าใหม่ — ทำให้กลุ่มที่ใกล้ซื้อที่สุดได้งบไม่พอ ควรแยกงบให้ชัด
  • ไม่ตามกลุ่มที่ใส่ตะกร้าแต่ไม่จบทันที — ยิ่งปล่อยนานความสนใจยิ่งเย็นลง ควรตามภายในไม่กี่วันแรก
  • ไม่วัดผลแยกตามชั้น — ทำให้ไม่รู้ว่าชั้นไหนคุ้มค่าจริง ควรวัดผลแยกก่อนปรับงบ

ควรใช้ Tool ไหนใน SoloKeter

ใช้ UTM Link Builder ติดแท็กแยกแหล่งที่มาของแต่ละชั้นให้วัดผลได้ชัดเจน และ CPA ROAS Calculator เทียบต้นทุนต่อการปิดการขายของแต่ละชั้น อ่านต่อเรื่องการสร้าง Remarketing List ที่มาจากพฤติกรรมจริงได้ที่ สร้าง Remarketing List จากผู้เข้าชมเว็บให้ได้ผล และเรื่อง Lookalike Audience ที่ช่วยขยายฐานลูกค้าใหม่จากกลุ่มนี้ได้ที่ Lookalike Audience คืออะไร ใช้ยังไงให้คุ้มค่า

สรุป: Retargeting Funnel ง่าย ๆ ที่คุ้มค่ากว่าที่คิด

Retargeting Funnel แบบง่ายไม่ต้องซับซ้อน แค่แบ่งคนที่เคยเข้าเว็บออกเป็นสามชั้นตามระดับความสนใจ แล้วส่งข้อความที่ต่างกันในแต่ละชั้น พร้อมแยกงบและวัดผลให้ชัดเจน ก็ช่วยดึงยอดขายที่เกือบหลุดมือกลับมาได้โดยไม่ต้องเพิ่มงบหาลูกค้าใหม่

ถ้าอยากให้ช่วยวางโครงสร้าง Retargeting Funnel ของธุรกิจคุณ ปรึกษาได้ที่ หน้าปรึกษา ไม่มีค่าใช้จ่าย

คำถามที่พบบ่อย

Retargeting Funnel ต่างจากการยิงโฆษณาปกติยังไง

Retargeting Funnel เจาะจงยิงให้คนที่เคยเข้าเว็บมาแล้วเท่านั้น โดยแบ่งเป็นชั้นตามระดับความสนใจและส่งข้อความที่ต่างกัน แทนที่จะยิงข้อความเดียวให้คนทุกกลุ่มเหมือนโฆษณาหาลูกค้าใหม่

ควรตั้งงบ Retargeting เท่าไหร่เมื่อเทียบกับงบหาลูกค้าใหม่

โดยทั่วไปงบ Retargeting ใช้น้อยกว่างบหาลูกค้าใหม่มาก เพราะกลุ่มเป้าหมายเล็กกว่า แต่ให้ผลตอบแทนต่อบาทที่ใช้สูงกว่า ควรแยกงบทั้งสองส่วนให้ชัดเจน

ควรตามคนที่ใส่ตะกร้าแต่ไม่จ่ายภายในกี่วัน

ควรตามภายในไม่กี่วันแรกหลังทิ้งตะกร้า เพราะความสนใจยังสดอยู่ ยิ่งปล่อยนานโอกาสที่จะกลับมาปิดการขายยิ่งลดลง

ทำไมต้องแยกข้อความในแต่ละชั้นของ Funnel

เพราะแต่ละชั้นมีระดับความพร้อมซื้อไม่เท่ากัน กลุ่มที่ใกล้ซื้อควรได้ข้อความกระตุ้นตัดสินใจ ส่วนกลุ่มที่เพิ่งรู้จักควรได้ข้อความสร้างความน่าเชื่อถือก่อน

ไม่มีทีมการตลาดจะทำ Retargeting Funnel เองได้ไหม

ทำได้ เพราะแพลตฟอร์มโฆษณาส่วนใหญ่มีเครื่องมือแบ่งกลุ่มพื้นฐานให้ใช้อยู่แล้ว สิ่งที่ต้องทำเองคือวางโครงสร้างชั้นและเขียนข้อความให้ตรงแต่ละกลุ่ม

เครื่องมือฟรีที่เกี่ยวข้อง

  • UTM Link Builderสร้างลิงก์ติด UTM พร้อมพรีเซ็ตช่องทางยอดฮิต ตรวจคอนเวนชัน GA4 (ตัวพิมพ์เล็ก/ไม่มีช่องว่าง) และก็อปได้ทันที
  • CPA / ROAS Calculatorคำนวณ CPL, CPA, conversion rate และ ROAS จากตัวเลขแคมเปญจริง พร้อมคำแนะนำว่าควรปรับอะไร

อยากให้ช่วยดูเคสของคุณแบบเฉพาะธุรกิจ?

ส่งเว็บไซต์ ปัญหา หรือเป้าหมายธุรกิจมาให้ช่วยดูเบื้องต้นได้ ไม่มีค่าใช้จ่าย

บทความที่เกี่ยวข้อง