SoloKeter

มาร์จิ้น (Margin) กับ มาร์กอัป (Markup) ต่างกันยังไง บวก 30% ไม่ได้แปลว่ากำไร 30%

อัปเดตล่าสุด 16 สิงหาคม 2569 · อ่านประมาณ 11 นาที

มาร์จิ้น กับ มาร์กอัปMarginMarkupตั้งราคาสินค้า
มาร์จิ้น (Margin) กับ มาร์กอัป (Markup) ต่างกันยังไง บวก 30% ไม่ได้แปลว่ากำไร 30%

คำตอบสั้น ๆ

มาร์จิ้น (Margin) คือกำไรคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของราคาขาย ส่วนมาร์กอัป (Markup) คือส่วนที่บวกเพิ่มจากต้นทุนคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของต้นทุน สองตัวนี้ใช้ฐานคำนวณคนละตัวจึงให้ตัวเลขไม่เท่ากันแม้จะพูดว่า 30% เหมือนกัน ถ้าบวกมาร์กอัป 30% จากต้นทุน 700 บาท จะได้มาร์จิ้นจริงแค่ประมาณ 23% ไม่ใช่ 30% ทำให้ธุรกิจที่ขายหลักพันชิ้นต่อปีอาจเสียกำไรไปหลายแสนบาทโดยไม่รู้ตัว

คุณเปิดเครื่องคิดเลข เอาต้นทุนสินค้าคูณ 1.3 แล้วบอกตัวเองว่า "ตั้งราคาแบบนี้กำไร 30% ชัวร์" แต่พอ สิ้นเดือนหักค่าแพ็ค ค่าขนส่ง ค่าแอดแล้ว เงินที่เหลือกลับไม่ตรงกับที่คิดไว้เลย หลายคนที่ตั้งราคาขายเอง โดยไม่มีฝ่ายบัญชีคอยเช็คมักสับสนระหว่างสองคำที่ฟังดูคล้ายกันแต่คำนวณคนละแบบ คือ "มาร์จิ้น" (Margin) กับ "มาร์กอัป" (Markup) ความเข้าใจผิดนี้ไม่ใช่แค่เรื่องศัพท์ เพราะถ้าใช้สูตรผิดตัวตั้งแต่ต้น ราคาที่ตั้งไว้จะ ให้กำไรจริงต่ำกว่าที่วางแผนไว้เสมอ และยิ่งขายเยอะยิ่งเสียกำไรสะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยไม่รู้ตัว บทความนี้ จะแยกสองคำนี้ให้ชัดด้วยตัวเลขจริงเป็นบาท พร้อมโชว์ให้เห็นว่าถ้าคิดผิดสูตรเดียว กำไรทั้งปีหายไปเท่าไหร่

มาร์จิ้นคืออะไร นิยามที่คนตั้งราคาต้องเข้าใจก่อน

มาร์จิ้น (Profit Margin) คือกำไรที่ได้จากการขาย คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของ "ราคาขาย" ไม่ใช่ต้นทุน พูด ง่าย ๆ คือถ้าขายได้ 1,000 บาท แล้วบอกว่ามาร์จิ้น 30% หมายความว่าใน 1,000 บาทนั้นมี 300 บาทที่เป็น กำไร และอีก 700 บาทเป็นต้นทุน สูตรคือ (ราคาขาย ลบ ต้นทุน) หารด้วยราคาขาย มาร์จิ้นเป็นตัวเลขที่บอก สุขภาพของธุรกิจได้ตรงที่สุด เพราะมันสะท้อนว่าจากทุกบาทที่ลูกค้าจ่ายเข้ามา มีกี่บาทที่เหลือเป็นกำไรจริง เจ้าของธุรกิจคนเดียวที่ต้องวางแผนว่าต้องขายเท่าไหร่ถึงจะพอจ่ายค่าเช่า ค่าแอด และเก็บเงินไว้ขยาย กิจการ ควรยึดตัวเลขนี้เป็นหลักมากกว่ามาร์กอัป เพราะมันตอบคำถามที่สำคัญที่สุดคือ "ยอดขายทุกบาท เหลือเป็นกำไรกี่บาท" ไม่ใช่แค่ "บวกจากต้นทุนไปกี่เปอร์เซ็นต์"

มาร์กอัปคืออะไร ทำไมคนส่วนใหญ่ใช้วิธีนี้ตั้งราคา

มาร์กอัป (Markup) คือส่วนที่บวกเพิ่มจากต้นทุน คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของ "ต้นทุน" ไม่ใช่ราคาขาย ถ้า ต้นทุนสินค้า 700 บาท แล้วบวกมาร์กอัป 30% จะได้ราคาขาย 700 บวกด้วย (700 คูณ 0.30) เท่ากับ 910 บาท สูตรคือ (ราคาขาย ลบ ต้นทุน) หารด้วยต้นทุน มาร์กอัปเป็นวิธีที่คนขายของส่วนใหญ่คุ้นเคยที่สุด เพราะคิดง่าย รู้ต้นทุนปุ๊บคูณเปอร์เซ็นต์ที่ต้องการปั๊บ ได้ราคาขายทันที ไม่ต้องหารย้อนกลับให้ปวดหัว ปัญหาคือความง่ายนี้เองที่ทำให้คนจำนวนมากใช้คำว่า "บวก 30%" แล้วเข้าใจไปเองว่ากำไร 30% ของ ยอดขาย ทั้งที่จริงแล้วมันคือกำไร 30% ของต้นทุนเท่านั้น ซึ่งเป็นตัวเลขคนละความหมายกันโดยสิ้นเชิง

เครื่องคิดเลขวางคู่กับเอกสารการเงิน

สูตรมาร์จิ้นกับมาร์กอัป เทียบให้เห็นตัวเลขจริง

เพราะมาร์จิ้นกับมาร์กอัปใช้ฐานคำนวณคนละตัว ตัวเลขเปอร์เซ็นต์ที่เท่ากันจึงไม่ได้แปลว่าได้กำไรเท่ากัน เสมอไป ตารางนี้เทียบให้เห็นชัด ๆ ว่าสองคำนี้ต่างกันตรงไหนบ้าง

รายการมาร์กอัป (Markup)มาร์จิ้น (Margin)
สูตรคำนวณ(ราคาขาย - ต้นทุน) ÷ ต้นทุน(ราคาขาย - ต้นทุน) ÷ ราคาขาย
ฐานที่ใช้คิด %ต้นทุนราคาขาย
ตอบคำถามอะไรบวกเพิ่มจากต้นทุนกี่เปอร์เซ็นต์ยอดขายทุกบาทเหลือเป็นกำไรกี่เปอร์เซ็นต์
เหมาะกับใครคนที่รู้ต้นทุนชัดเจนแล้วอยากตั้งราคาเร็ว ๆคนที่ต้องวางแผนกำไรรวมของธุรกิจหรือคำนวณจุดคุ้มทุนค่าแอด
จุดที่ต้องระวังบวก % เท่าไหร่ ไม่ได้แปลว่ากำไรเท่ากับ % นั้นของยอดขายต้องคำนวณราคาขายด้วยการหาร ไม่ใช่การคูณแบบมาร์กอัป

จุดสำคัญที่ต้องจำคือมาร์กอัปเปอร์เซ็นต์จะสูงกว่ามาร์จิ้นเปอร์เซ็นต์เสมอเมื่อพูดถึงกำไรจำนวนเงินเดียวกัน เพราะฐานที่ใช้หาร (ต้นทุน) มีค่าน้อยกว่าฐานของมาร์จิ้น (ราคาขาย) เสมอ ยิ่งเปอร์เซ็นต์สูงเท่าไหร่ ช่องว่าง ระหว่างสองตัวเลขก็ยิ่งถ่างมากขึ้นเท่านั้น

บวก 30% จากต้นทุนแล้วกำไรหายไปเท่าไหร่ต่อปี

ตัวอย่างสมมติเพื่อให้เห็นภาพหลักการ: สมมติคุณขายชุดสกินแคร์ทำเองต้นทุนต่อชุด 700 บาท และตั้ง เป้าไว้ว่าต้องได้กำไร 30% ของยอดขาย ถ้าคุณเข้าใจผิดคิดว่า "บวก 30% จากต้นทุน" คือมาร์จิ้น 30% คุณ จะตั้งราคาขายที่ 700 คูณ 1.30 เท่ากับ 910 บาท กำไรต่อชุดที่ได้จริงคือ 910 ลบ 700 เท่ากับ 210 บาท เมื่อคำนวณกลับเป็นมาร์จิ้นจริงจะได้แค่ 210 หารด้วย 910 เท่ากับประมาณ 23.1% เท่านั้น ต่ำกว่าเป้าที่ตั้ง ไว้เกือบ 7 จุด ในทางกลับกัน ถ้าต้องการมาร์จิ้น 30% จริง ๆ ต้องใช้สูตร ราคาขาย เท่ากับ ต้นทุน หารด้วย (1 ลบ เปอร์เซ็นต์มาร์จิ้น) คือ 700 หารด้วย (1 ลบ 0.30) เท่ากับ 700 หารด้วย 0.70 เท่ากับ 1,000 บาท กำไรต่อชุดจะได้ 300 บาทเต็ม ส่วนต่างระหว่างสองวิธีคือ 1,000 ลบ 910 เท่ากับ 90 บาทต่อชุด

ถ้าธุรกิจนี้ขายเฉลี่ยวันละ 15 ชุด หรือเดือนละประมาณ 450 ชุด ปีหนึ่งจะขายได้ราว 5,400 ชุด กำไรที่ หายไปจากการตั้งราคาผิดสูตรเพียงจุดเดียวคือ 90 คูณ 5,400 เท่ากับ 486,000 บาทต่อปี นี่ยังไม่นับรวม ค่าแพ็ค ค่าขนส่ง หรือค่าแอดที่ต้องหักออกอีกจากกำไรก้อนนี้ การสับสนแค่คำว่า "บวก 30%" กับ "กำไร 30%" จึงไม่ใช่เรื่องเล็กสำหรับธุรกิจที่ขายปริมาณมากในระยะยาว ตัวเลขในตัวอย่างนี้เป็นการคำนวณสมมติ เพื่อโชว์หลักการเท่านั้น แต่ละธุรกิจควรแทนต้นทุนและยอดขายจริงของตัวเองในสูตรเดียวกันนี้เพื่อดูตัวเลข ที่ตรงกับธุรกิจตัวเอง

แปลงมาร์กอัปเป็นมาร์จิ้นได้ยังไง ไม่ต้องเดา

ถ้าคุณคุ้นมือกับการคิดแบบมาร์กอัปอยู่แล้วและไม่อยากเปลี่ยนวิธีตั้งราคา ยังมีทางลัดที่ทำให้รู้มาร์จิ้น จริงได้โดยไม่ต้องเดา

  • รู้มาร์กอัป อยากได้มาร์จิ้น: มาร์จิ้น = มาร์กอัป ÷ (1 + มาร์กอัป)
  • รู้มาร์จิ้น อยากได้มาร์กอัป: มาร์กอัป = มาร์จิ้น ÷ (1 - มาร์จิ้น)

เช่น ถ้าบวกมาร์กอัป 30% (หรือ 0.30) มาร์จิ้นจริงจะเท่ากับ 0.30 หารด้วย 1.30 เท่ากับ 0.231 หรือ 23.1% ตรงกับตัวอย่างด้านบนพอดี ในทางกลับกัน ถ้ารู้มาร์จิ้นที่ต้องการแล้วอยากรู้ว่าต้องบวกมาร์กอัป เท่าไหร่ ใช้สูตรกลับ เช่น ต้องการมาร์จิ้น 30% ต้องบวกมาร์กอัป 0.30 หารด้วย 0.70 เท่ากับประมาณ 0.4286 หรือประมาณ 42.9% จากต้นทุน ไม่ใช่ 30% อย่างที่หลายคนเข้าใจ การจำสองสูตรนี้ไว้ช่วยให้ตั้ง ราคาได้ตรงเป้าโดยไม่ต้องเปลี่ยนวิธีคิดเดิมทั้งหมด

นักบัญชีกำลังทำงานกับเอกสาร

ควรใช้มาร์จิ้นหรือมาร์กอัปตอนไหน

ไม่มีตัวไหนถูกหรือผิดเสมอไป ขึ้นอยู่กับว่ากำลังตอบคำถามอะไร ถ้ากำลังวางแผนงบธุรกิจทั้งก้อน เช่น ตั้งเป้าว่าปีนี้ต้องมีกำไรสุทธิกี่เปอร์เซ็นต์ของยอดขาย หรือคำนวณว่าต้องขายเท่าไหร่ถึงจะคุ้มค่าแอดที่จ่าย ไป ควรใช้มาร์จิ้นเป็นหลัก เพราะฐานที่ใช้คิดคือยอดขายซึ่งเป็นตัวเลขที่ธุรกิจใช้วัดผลจริง แต่ถ้ากำลังตั้ง ราคาสินค้าทีละชิ้นอย่างรวดเร็ว โดยรู้ต้นทุนชัดเจนอยู่แล้วและอยากบวกกำไรให้พอเหมาะ มาร์กอัปก็ใช้ได้ ขอแค่รู้ว่ามาร์กอัปเปอร์เซ็นต์ที่บวกเข้าไปจะให้มาร์จิ้นจริงต่ำกว่าตัวเลขที่เห็นเสมอ จึงควรบวกมาร์กอัปให้สูง กว่าที่คิดไว้แรก ๆ เล็กน้อย เพื่อให้มาร์จิ้นจริงตรงกับเป้าที่ต้องการ ธุรกิจที่มีสินค้าหลายรายการต้นทุนต่างกัน มาก ควรใช้เครื่องมือช่วยคิดแทนการคำนวณมือทีละตัว ลองใช้ เครื่องคำนวณ Profit Margin เพื่อกรอกต้นทุนแล้วดูมาร์จิ้นจริงได้ ทันที หรือใช้ เครื่องคำนวณราคาขาย เพื่อกรอกมาร์จิ้นที่ต้องการ แล้วให้ระบบคำนวณราคาขายที่ถูกต้องกลับมาให้

อีกจุดที่ควรผูกกับมาร์จิ้นเสมอคือ contribution margin หรือกำไรส่วนเกินต่อชิ้นหลังหักต้นทุนผันแปร เพราะถ้าต้องยิงแอดเพื่อขายสินค้า ตัวเลขนี้จะบอกว่าจ่ายค่าแอดต่อออเดอร์ได้สูงสุดเท่าไหร่โดยยังไม่ขาดทุน ลองประเมินจุดคุ้มทุนของสินค้าแต่ละตัวด้วย เครื่องคำนวณจุดคุ้มทุนราคา ก่อนตั้งงบโฆษณาแต่ละแคมเปญ ถ้ากำลังจะจัดโปรลดราคาด้วย อย่าลืมเช็คว่าลดแล้วมาร์จิ้นยังพอไหว อ่านต่อได้ที่ บทความตั้งราคาลดโดยไม่ขาดทุน ซึ่งอธิบายวิธี คำนวณส่วนลดโดยไม่กระทบมาร์จิ้นที่ตั้งไว้

Checklist ก่อนตั้งราคาด้วยมาร์จิ้นหรือมาร์กอัป

  • รู้ต้นทุนรวมต่อชิ้นแล้วหรือยัง (ค่าสินค้า ค่าแพ็ค ค่าขนส่งเฉลี่ย ไม่ใช่แค่ราคาต้นทางที่ซื้อมา)
  • ตัดสินใจแล้วว่าจะตั้งเป้าเป็นมาร์จิ้นหรือมาร์กอัป และรู้สูตรที่ใช้คิดถูกต้อง
  • ถ้าใช้มาร์กอัป ได้แปลงกลับเป็นมาร์จิ้นจริงเพื่อเช็คว่าตรงเป้าหมายหรือไม่
  • คำนวณ contribution margin ต่อชิ้นแล้ว เพื่อรู้ว่าจ่ายค่าแอดต่อออเดอร์ได้สูงสุดเท่าไหร่
  • ทดลองคำนวณกับสินค้าจริงอย่างน้อย 3 รายการ ก่อนใช้สูตรเดียวกันกับสินค้าทั้งร้าน

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อสับสนมาร์จิ้นกับมาร์กอัป

  • เข้าใจว่า "บวก 30% จากต้นทุน" เท่ากับ "กำไร 30% ของยอดขาย" ทั้งที่เป็นคนละฐานคำนวณ ทำให้ ตั้งราคาต่ำกว่าที่วางแผนไว้ทุกครั้ง
  • ลืมรวมต้นทุนแฝง เช่น ค่าแพ็ค ค่าขนส่ง ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม เข้าไปในต้นทุนตั้งต้นก่อนคำนวณ มาร์จิ้นหรือมาร์กอัป ทำให้ตัวเลขที่ได้สูงกว่าความจริง
  • ใช้มาร์กอัปเปอร์เซ็นต์เดียวกันกับสินค้าทุกชิ้นทั้งที่ต้นทุนต่างกันมาก ทำให้สินค้าบางตัวมาร์จิ้นสูงเกิน จำเป็นแต่บางตัวแทบไม่มีกำไร
  • ไม่คำนวณกลับเป็นมาร์จิ้นจริงก่อนตั้งราคาขาย ทำให้ไม่รู้ว่าจากยอดขายทุกบาทมีกี่บาทที่เป็นกำไรจริง
  • ตั้งราคาด้วยมาร์กอัปเป้าหมายเดิมมาหลายปีโดยไม่ทบทวน ทั้งที่ต้นทุนวัตถุดิบหรือค่าขนส่งเปลี่ยนไป แล้ว ทำให้มาร์จิ้นจริงลดลงเรื่อย ๆ โดยไม่รู้ตัว

สรุป: มาร์จิ้นบอกกำไรจริง มาร์กอัปบอกแค่บวกเท่าไหร่จากต้นทุน

มาร์จิ้นกับมาร์กอัปไม่ใช่คำเดียวกันที่ใช้แทนกันได้ มาร์จิ้นคิดจากราคาขายจึงบอกกำไรจริงที่เข้ากระเป๋า ได้ตรงที่สุด ส่วนมาร์กอัปคิดจากต้นทุนจึงตอบแค่ว่าบวกเท่าไหร่จากราคาทุน ถ้าใช้มาร์กอัปเปอร์เซ็นต์เท่ากับ มาร์จิ้นเปอร์เซ็นต์ที่ตั้งเป้าไว้โดยไม่แปลงสูตรก่อน กำไรจริงจะต่ำกว่าที่วางแผนเสมอ และยิ่งขายปริมาณมาก ยิ่งเสียกำไรสะสมมากขึ้นแบบที่ตัวอย่างด้านบนแสดงให้เห็น ก่อนตั้งราคาสินค้าตัวต่อไป ลองคำนวณทั้งสองแบบ คู่กันด้วย เครื่องคำนวณ Profit Margin เพื่อให้แน่ใจว่าตัวเลขที่ เห็นในใบเสร็จตรงกับกำไรที่วางแผนไว้จริง ๆ

คำถามที่พบบ่อย

มาร์จิ้นกับมาร์กอัปสูตรต่างกันตรงไหน

มาร์จิ้นคิดจากราคาขายด้วยสูตร (ราคาขาย - ต้นทุน) หารด้วยราคาขาย ส่วนมาร์กอัปคิดจากต้นทุนด้วยสูตร (ราคาขาย - ต้นทุน) หารด้วยต้นทุน ฐานที่ใช้หารต่างกันจึงให้ผลลัพธ์เป็นเปอร์เซ็นต์คนละตัวแม้กำไรเป็นบาทเท่ากัน

บวกมาร์กอัป 30% จากต้นทุน เท่ากับได้กำไร 30% ของยอดขายไหม

ไม่เท่ากัน บวกมาร์กอัป 30% จากต้นทุนจะได้มาร์จิ้นจริงประมาณ 23% เท่านั้น เพราะมาร์กอัปคิดจากต้นทุนซึ่งเป็นฐานที่เล็กกว่าราคาขาย ถ้าต้องการมาร์จิ้น 30% จริง ต้องบวกมาร์กอัปประมาณ 42.9% จากต้นทุน

จะรู้ได้ยังไงว่าควรตั้งราคาด้วยมาร์จิ้นหรือมาร์กอัป

ถ้ากำลังวางแผนกำไรทั้งธุรกิจหรือคำนวณจุดคุ้มทุนค่าแอด ควรใช้มาร์จิ้นเพราะฐานคำนวณคือยอดขายจริง ถ้ากำลังตั้งราคาสินค้าทีละชิ้นแบบรู้ต้นทุนชัดเจนอยู่แล้ว ใช้มาร์กอัปได้ แต่ควรแปลงกลับเป็นมาร์จิ้นเพื่อเช็คว่าตรงเป้าหมายกำไรที่ตั้งไว้

มีสูตรแปลงมาร์กอัปเป็นมาร์จิ้นแบบเร็ว ๆ ไหม

มี ใช้สูตร มาร์จิ้น เท่ากับ มาร์กอัป หารด้วย (1 บวกมาร์กอัป) เช่น มาร์กอัป 30% หรือ 0.30 จะได้มาร์จิ้นจริง 0.30 หารด้วย 1.30 เท่ากับประมาณ 23.1%

ทำไมตั้งราคาผิดสูตรแค่ตัวเดียวถึงทำให้เสียกำไรเยอะขนาดนั้น

เพราะส่วนต่างต่อชิ้นแม้จะดูเล็กแต่คูณด้วยจำนวนที่ขายได้ตลอดทั้งปี ยิ่งขายปริมาณมากเท่าไหร่ ส่วนต่างที่หายไปต่อชิ้นก็ยิ่งสะสมเป็นก้อนใหญ่ขึ้นเท่านั้น

ต้นทุนที่ใช้คำนวณมาร์จิ้นต้องรวมอะไรบ้าง

ควรรวมทุกต้นทุนที่เกี่ยวกับการขายชิ้นนั้นจริง เช่น ราคาสินค้าต้นทาง ค่าแพ็คเกจจิ้ง ค่าขนส่งเฉลี่ย และค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม ไม่ใช่แค่ราคาที่ซื้อสินค้ามาอย่างเดียว ไม่งั้นมาร์จิ้นที่คำนวณได้จะสูงกว่าความจริง

เครื่องมือฟรีที่เกี่ยวข้อง

  • Profit Margin Calculatorคำนวณอัตรากำไร markup และกำไรต่อหน่วย จากราคาขายและต้นทุน
  • Selling Price Calculatorคำนวณราคาขายจากต้นทุนและกำไรที่ต้องการ เทียบให้เห็นทั้งแบบ margin และแบบ markup

อยากให้ช่วยดูเคสของคุณแบบเฉพาะธุรกิจ?

ส่งเว็บไซต์ ปัญหา หรือเป้าหมายธุรกิจมาให้ช่วยดูเบื้องต้นได้ ไม่มีค่าใช้จ่าย

บทความที่เกี่ยวข้อง