SoloKeter

ตรวจ SEO ทั้งเว็บด้วยตัวเอง ไม่ต้องจ้างเอเจนซี่ — วิธีใช้ Website Crawler อ่านผลให้เป็น

อัปเดตล่าสุด 18 สิงหาคม 2569 · อ่านประมาณ 10 นาที

Website CrawlerSEO ทั้งเว็บตรวจ SEO ด้วยตัวเองTechnical SEO
ตรวจ SEO ทั้งเว็บด้วยตัวเอง ไม่ต้องจ้างเอเจนซี่ — วิธีใช้ Website Crawler อ่านผลให้เป็น

คำตอบสั้น ๆ

Website Crawler คือเครื่องมือที่ไล่เดินตามลิงก์ภายในเว็บทีละหน้าเหมือนที่ Googlebot ทำจริง แล้วสรุปปัญหาที่เจอ เช่น หัวข้อซ้ำ ลิงก์เสีย หรือหน้าที่ถูกกันไม่ให้ Google เห็น จุดสำคัญไม่ได้อยู่ที่การกดสแกน แต่อยู่ที่การอ่านผลลัพธ์แล้วแยกให้ออกว่าอะไรกระทบอันดับจริงกับอะไรเป็นแค่รายละเอียดปลีกย่อยที่แก้ทีหลังก็ได้

เจ้าของธุรกิจหลายคนเช็ก SEO ด้วยการเปิดหน้าแรกของเว็บแล้วดูว่าโหลดเร็วไหม มีคำค้นหาอยู่ในหัวข้อหรือเปล่า แล้วก็สรุปว่า "เว็บเราโอเคแล้ว" ปัญหาคือหน้าแรกมักเป็นหน้าที่เจ้าของเว็บดูแลดีที่สุดอยู่แล้ว ส่วนหน้าที่เหลืออีกหลายสิบหรือหลายร้อยหน้า อาจมีหัวข้อซ้ำกันหมด มีลิงก์ที่คลิกแล้วเจอหน้า 404 หรือแม้แต่บางหน้าที่ถูกตั้งค่าไม่ให้ Google เก็บไปแสดงผลเลยโดยที่เจ้าของเว็บไม่รู้ตัว

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือคิดว่า "เช็กทีละหน้าที่สำคัญ ๆ ก็พอ" แต่ปัญหาแบบหัวข้อซ้ำ ลิงก์เสีย หรือหน้าที่หลุดออกจากดัชนีการค้นหา ส่วนใหญ่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าจนกว่าจะไล่ดูทั้งเว็บพร้อมกัน นี่คือเหตุผลที่ต้องใช้ crawler แทนการไล่เปิดทีละหน้าเอง บทความนี้จะพาไปดูว่า crawler ทำงานยังไง อ่านผลลัพธ์แบบไหนให้ไม่ตกใจเกินเหตุ และรู้ทันข้อจำกัดของมันก่อนเอาผลไปตัดสินใจ

Website Crawler ทำงานยังไง ต่างจากการเปิดเว็บดูเองยังไง

Website Crawler คือโปรแกรมที่เริ่มจากหน้าแรกของเว็บ แล้วไล่ตามลิงก์ทุกลิงก์ที่เจอในหน้านั้นไปเรื่อย ๆ ทีละหน้า เก็บข้อมูลของแต่ละหน้าไว้ระหว่างทาง เช่น หัวข้อ (title) คำอธิบาย (meta description) โครงสร้างหัวข้อย่อย สถานะของลิงก์แต่ละอัน และคำสั่งที่บอก Google ว่าให้เก็บหน้านี้ไปแสดงผลหรือไม่ นี่คือหลักการเดียวกับที่ Googlebot ใช้เดินสำรวจเว็บทั่วโลกจริง ๆ

ความต่างจากการเปิดเว็บดูเองคือคนเปิดดูได้ทีละหน้า จำได้ไม่หมดว่าหน้าไหนหัวข้อซ้ำกับหน้าไหน แต่ crawler เก็บข้อมูลทุกหน้าไว้เปรียบเทียบกันได้ในรายงานเดียว จึงเห็นแพทเทิร์นที่คนมองไม่เห็น เช่น หน้าสินค้า 40 หน้าใช้ meta description แบบเดียวกันหมดเพราะก็อปจากเทมเพลตเดียวไม่ได้แก้ ลองเริ่มสแกนเว็บตัวเองด้วย Website Crawler เพื่อดูภาพรวมทั้งเว็บครั้งแรก

ทำไมเช็กหน้าเดียวไม่พอ ปัญหาที่มองไม่เห็นจนกว่าจะครอลทั้งเว็บ

คำตอบสั้น ๆ คือ เพราะปัญหา SEO ที่สร้างความเสียหายมากที่สุดหลายอย่างเป็น "ปัญหาระดับเว็บ" ไม่ใช่ปัญหาของหน้าใดหน้าหนึ่ง สังเกตได้เฉพาะตอนเทียบหลายหน้าพร้อมกันเท่านั้น

  • หัวข้อ (title) ซ้ำกันข้ามหน้า — เกิดบ่อยกับเว็บที่ใช้เทมเพลตเดียวสร้างหลายหน้า เช่น หน้าสาขา หน้าสินค้า หรือหน้าบทความที่ตั้งชื่อไฟล์แล้วลืมแก้หัวข้อ Google จะงงว่าหน้าไหนควรขึ้นอันดับสำหรับคำค้นหานั้น
  • ลิงก์ภายในเสีย (broken internal link) — ลิงก์ที่คลิกแล้วเจอหน้า 404 ทำให้ทั้งคนอ่านและ Googlebot เดินต่อไม่ได้ ยิ่งลิงก์เสียเยอะ ยิ่งเสียโอกาสส่งต่อความน่าเชื่อถือระหว่างหน้าในเว็บ อ่านหลักการวางลิงก์ภายในที่ถูกต้องได้ที่ Internal Link คืออะไร และควรทำยังไง
  • หน้าที่ถูก noindex โดยไม่ได้ตั้งใจ — บางทีตอนพัฒนาเว็บใหม่มีการตั้งค่ากันไม่ให้ Google เก็บหน้าไปแสดงผลชั่วคราว แล้วลืมเปิดกลับตอนเว็บขึ้นจริง หน้าที่เขียนดีแค่ไหนก็ไม่มีทางติดอันดับถ้ายังมีสถานะนี้อยู่
  • หน้ากำพร้า (orphan page) — หน้าที่มีอยู่จริงในเว็บแต่ไม่มีหน้าไหนลิงก์มาหาเลย ทำให้ทั้งคนอ่านและ Googlebot แทบไม่มีทางเจอ ต้องพึ่ง sitemap เท่านั้น
  • เนื้อหาบาง (thin content) กระจายอยู่หลายสิบหน้า — หน้าที่มีเนื้อหาน้อยมากกระจายอยู่ทั่วเว็บ ทีละหน้าดูไม่เป็นปัญหาใหญ่ แต่รวมกันแล้วทำให้ Google มองว่าคุณภาพเว็บโดยรวมต่ำ

ปัญหาทั้งหมดนี้หาไม่เจอด้วยการเปิดดูทีละหน้า ต้องอาศัยรายงานที่เทียบข้อมูลข้ามหน้าให้เห็นพร้อมกัน

อ่านรายงานผลการครอลยังไง ให้ไม่จมกับปัญหาที่ไม่สำคัญ

ตอบสั้น ๆ ก่อน: ให้เรียงปัญหาตาม "ผลกระทบต่อการมองเห็นในการค้นหา" ไม่ใช่เรียงตามจำนวนที่เจอเยอะที่สุด ปัญหาที่เจอ 200 จุดแต่เป็นแค่ระดับ cosmetic ไม่ควรมาก่อนปัญหาที่เจอแค่ 3 จุดแต่ทำให้ทั้งหมวดหมู่หลุดจากการค้นหา

รายงานส่วนใหญ่จะแบ่งปัญหาเป็นระดับความรุนแรง (severity) ให้อัตโนมัติ แต่สิ่งที่เครื่องมือแบ่งให้ไม่ได้เสมอไปคือ "หน้านั้นสำคัญกับธุรกิจแค่ไหน" เช่น หน้าสินค้าตัวหลักที่ทำยอดขาย ควรได้ความสำคัญสูงกว่าหน้านโยบายความเป็นส่วนตัวแม้ทั้งคู่จะมีปัญหาระดับเดียวกันในรายงาน นี่คือจุดที่ต้องใช้วิจารณญาณของเจ้าของเว็บเสริมเข้าไป ไม่ใช่เชื่อลำดับที่รายงานจัดให้ตรง ๆ ทุกครั้ง

มือกำลังพิมพ์บนคีย์บอร์ด

แยกปัญหา Critical กับ Cosmetic ต้องดูอะไร

ลักษณะปัญหาจัดเป็นเหมาะกับใครจุดที่ต้องระวัง
หน้า noindex โดยไม่ตั้งใจ, redirect วนลูป, หน้าเนื้อหาหลักขึ้น errorCritical — แก้วันนี้หน้าที่สร้างรายได้หรือมีทราฟฟิกอยู่แล้วแก้ผิดจุดอาจทำให้หน้าที่ตั้งใจซ่อนไว้ (เช่นหน้าทดสอบ) กลับไปโผล่ในการค้นหาแทน
ลิงก์ภายในเสียจำนวนมาก, หัวข้อซ้ำในหน้าสำคัญCritical — แก้สัปดาห์นี้เว็บที่มีหน้าสินค้า/บริการเยอะต้องแก้ที่ต้นตอ (เทมเพลตหรือ CMS) ไม่ใช่ไล่แก้ทีละหน้า ไม่งั้นปัญหากลับมาใหม่ทุกครั้งที่เพิ่มหน้า
meta description ยาวเกิน, รูปภาพไม่มี alt text, hierarchy หัวข้อไม่เป๊ะCosmetic — แก้เมื่อมีเวลาทุกเว็บ แต่ไม่เร่งด่วนอย่าใช้เวลาทั้งหมดไล่แก้จุดเล็กจนไม่เหลือเวลาแก้จุด critical
หน้ากำพร้าที่เป็นบทความเก่ามาก ไม่มีทราฟฟิกพิจารณาเป็นราย ๆเว็บที่มีคลังบทความเยอะบางหน้าตั้งใจปล่อยไว้เฉย ๆ ก็ได้ ไม่ต้องรีบลิงก์เข้าทุกหน้า ถ้าเนื้อหาล้าสมัยไปแล้วอาจลบทิ้งดีกว่าซ่อม

หลักการง่าย ๆ ที่ใช้แบ่งได้เร็วคือถามตัวเองว่า "ถ้าปล่อยปัญหานี้ไว้อีกหนึ่งเดือน จะเสียทราฟฟิกหรือรายได้จริงไหม" ถ้าใช่คือ critical ถ้าไม่ใช่ ให้เก็บไว้ในลิสต์ทำทีหลัง

หน้าที่ถูก noindex โดยไม่ตั้งใจควรแก้ก่อนเสมอ เพราะหน้านั้นเขียนดีแค่ไหนก็ไม่มีทางติดอันดับเลยจนกว่าจะเปิดกลับ ให้ตรวจสอบว่าคำสั่ง noindex มาจากไหน อาจเป็นการตั้งค่าที่ CMS หรือ plugin SEO ใส่ไว้ตอนพัฒนาเว็บใหม่แล้วลืมปิด

ลิงก์เสียให้แก้เป็นชุดตามต้นตอ ไม่ใช่ไล่แก้ทีละลิงก์ ถ้าลิงก์เสียส่วนใหญ่ชี้ไปหน้าที่ถูกลบไปแล้ว ให้ตั้ง redirect จากหน้าเก่าไปหน้าใหม่ที่เกี่ยวข้องที่สุด ถ้าลิงก์เสียเกิดจากการเปลี่ยนโครงสร้าง URL ทั้งเว็บ ให้ตรวจว่าเทมเพลตที่สร้างลิงก์อัตโนมัติยังอ้างอิงโครงสร้างเก่าอยู่หรือเปล่า เพราะแก้ทีละลิงก์จะไม่จบถ้าต้นตอยังผลิตลิงก์เสียซ้ำอยู่เรื่อย ๆ

หน้าจอแสดงหน้าตาเว็บไซต์

Website Crawler มีข้อจำกัดอะไรบ้าง ก่อนเชื่อผลร้อยเปอร์เซ็นต์

ตอบสั้น ๆ คือ crawler ไม่เห็นทุกอย่างเสมอไป มีอย่างน้อยสามข้อจำกัดที่ต้องรู้ก่อนเอาผลไปตัดสินใจ

  • จำนวนหน้าและความลึกของการครอล — เครื่องมือส่วนใหญ่จำกัดจำนวนหน้าหรือจำนวนชั้นลิงก์ที่ไล่ตามได้ต่อครั้ง ถ้าเว็บมีหน้าเยอะมาก การสแกนรอบเดียวอาจไม่ครอบคลุมทั้งเว็บ ต้องดูว่าผลลัพธ์ครอบคลุมกี่หน้าเทียบกับจำนวนหน้าจริงทั้งหมด
  • เว็บที่พึ่งพา JavaScript หนัก — ถ้าเนื้อหาบางส่วนของหน้าโหลดมาทีหลังด้วย JavaScript crawler บางตัวอาจอ่านไม่เห็นเนื้อหานั้น ทำให้รายงานบอกว่าเนื้อหาบางกว่าความเป็นจริง ควรเช็กด้วยการเปิดดูหน้าจริงประกอบ ไม่เชื่อรายงานอย่างเดียว
  • หน้าที่ต้องล็อกอินก่อนเข้าถึง — เนื้อหาหลังระบบสมาชิกหรือหลังหน้า login crawler ทั่วไปเข้าไม่ถึง จึงไม่ปรากฏในรายงานเลย ถ้าธุรกิจมีเนื้อหาสำคัญอยู่หลังระบบล็อกอิน ต้องตรวจแยกต่างหาก

ข้อจำกัดเหล่านี้ไม่ได้แปลว่าเครื่องมือใช้ไม่ได้ แค่ต้องรู้ขอบเขตของมัน แล้วใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการตรวจสอบ ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายที่เชื่อได้ 100% ถ้าอยากได้ภาพรวมสุขภาพเว็บอีกมุมประกอบกัน ลองดู Free SEO Audit เพื่อเทียบผลลัพธ์จากอีกมุมหนึ่ง และถ้ายังไม่แน่ใจว่าควรตรวจเองต่อหรือถึงเวลาจ้างมืออาชีพแล้ว อ่านเกณฑ์ตัดสินใจได้ที่ ตรวจเว็บก่อนจ้าง SEO เอเจนซี่

ควรครอลเว็บบ่อยแค่ไหน

สำหรับเว็บที่เพิ่มหน้าใหม่เป็นประจำ เช่น เว็บที่มีบล็อกหรือหน้าสินค้าใหม่ทุกสัปดาห์ ควรครอลอย่างน้อยเดือนละครั้งเพื่อจับปัญหาที่เกิดจากการเพิ่มเนื้อหาใหม่ตั้งแต่เนิ่น ๆ ส่วนเว็บที่แทบไม่เปลี่ยนแปลงโครงสร้าง ครอลทุกไตรมาสก็เพียงพอ

จังหวะที่ควรครอลเพิ่มนอกรอบปกติคือหลังทำเรื่องใหญ่ที่กระทบทั้งเว็บ เช่น ย้ายเว็บไปโดเมนใหม่ เปลี่ยนโครงสร้าง URL หรือเปลี่ยน CMS เพราะเป็นช่วงที่มักเกิดปัญหาลิงก์เสียและ noindex หลงเหลือมากที่สุด การครอลหลังทำงานใหญ่ช่วยจับปัญหาได้ก่อนที่จะเสียอันดับสะสมไปหลายสัปดาห์โดยไม่รู้ตัว

Checklist ก่อนและหลังครอลเว็บทั้งไซต์

  • รู้จำนวนหน้าทั้งหมดในเว็บโดยประมาณ เพื่อเทียบกับจำนวนที่ครอลได้จริง
  • ตรวจว่าหน้าสำคัญที่สร้างรายได้ไม่มีสถานะ noindex ติดอยู่
  • ไล่ดูลิงก์เสียที่พบว่ามาจากต้นตอเดียวกันหรือเปล่า ก่อนไล่แก้ทีละลิงก์
  • เช็กหัวข้อ (title) ซ้ำข้ามหน้า โดยเฉพาะหน้าที่มาจากเทมเพลตเดียวกัน
  • เปิดดูหน้าจริงประกอบสำหรับเว็บที่ใช้ JavaScript เยอะ ไม่เชื่อรายงานอย่างเดียว
  • แยกปัญหาที่พบเป็น critical กับ cosmetic ก่อนเริ่มแก้
  • นัดวันครอลรอบถัดไปไว้ล่วงหน้า โดยเฉพาะหลังทำงานที่กระทบทั้งเว็บ

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  1. เห็นรายงานปัญหาเป็นร้อยจุดแล้วตกใจ ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน — เพราะไม่ได้แยกก่อนว่าปัญหาไหน critical ปัญหาไหน cosmetic ทำให้เสียเวลาไล่แก้จุดเล็กก่อนจุดใหญ่
  2. แก้ลิงก์เสียทีละลิงก์โดยไม่หาต้นตอ — ถ้าลิงก์เสียเกิดจากเทมเพลตหรือ CMS ที่ยังผลิตลิงก์ผิดอยู่ แก้ทีละลิงก์จะเจอปัญหาเดิมกลับมาเรื่อย ๆ
  3. เชื่อว่าครอลรอบเดียวครอบคลุมทั้งเว็บเสมอ — เว็บใหญ่ที่มีข้อจำกัดจำนวนหน้าต่อการสแกน อาจไม่ครอบคลุมหน้าที่อยู่ลึกในโครงสร้าง ต้องเช็กจำนวนหน้าที่สแกนได้เทียบกับจำนวนจริง
  4. ไม่เช็กหน้าที่ใช้ JavaScript แสดงเนื้อหา แล้วสรุปว่าเนื้อหาบาง — บางครั้งเนื้อหามีอยู่จริงแต่โหลดมาทีหลัง ทำให้รายงานเข้าใจผิดว่าหน้าว่างเปล่า
  5. ครอลครั้งเดียวแล้วไม่ทำซ้ำอีกเลย — ปัญหาใหม่เกิดขึ้นได้ทุกครั้งที่เพิ่มหน้าใหม่หรือแก้โครงสร้างเว็บ การครอลควรเป็นกิจวัตร ไม่ใช่ทำครั้งเดียวจบ

สรุป

Website Crawler ช่วยให้เจ้าของเว็บคนเดียวเห็นภาพรวมทั้งเว็บที่ไม่มีทางเห็นได้ด้วยการเปิดดูทีละหน้า ไม่ว่าจะเป็นหัวข้อซ้ำ ลิงก์เสีย หรือหน้าที่หลุดจากดัชนีการค้นหาโดยไม่รู้ตัว สิ่งสำคัญที่สุดหลังกดสแกนไม่ใช่การไล่แก้ทุกจุดตามที่รายงานเรียงไว้ แต่คือการแยกให้ออกว่าจุดไหนกระทบธุรกิจจริงต้องแก้ก่อน จุดไหนรอได้ พร้อมทั้งรู้ขอบเขตของเครื่องมือ เช่น จำนวนหน้าที่ครอลได้ต่อครั้ง เว็บที่พึ่ง JavaScript หนัก หรือเนื้อหาหลังระบบล็อกอิน เพื่อไม่ให้เชื่อผลลัพธ์เกินจริง เมื่อทำเป็นกิจวัตรที่ครอลซ้ำทุกเดือนหรือหลังทำงานใหญ่ที่กระทบทั้งเว็บ จะช่วยจับปัญหาได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ก่อนที่จะเสียอันดับสะสมไปโดยไม่รู้ตัว

คำถามที่พบบ่อย

Website Crawler ต่างจากการเช็ก SEO ทีละหน้ายังไง

Website Crawler ไล่ตามลิงก์ในเว็บทีละหน้าอัตโนมัติแล้วรวบรวมข้อมูลทุกหน้าไว้เปรียบเทียบกันในรายงานเดียว จึงเห็นปัญหาระดับเว็บ เช่น หัวข้อซ้ำข้ามหน้า ซึ่งเปิดดูทีละหน้าด้วยตาเปล่ามองไม่เห็น

ปัญหาที่ครอลเจอเยอะที่สุดในรายงาน ต้องแก้ก่อนเสมอไหม

ไม่จำเป็น ควรเรียงตามผลกระทบต่อการมองเห็นในการค้นหาและความสำคัญของหน้าต่อธุรกิจ ไม่ใช่เรียงตามจำนวนที่เจอเยอะที่สุด ปัญหาที่เจอน้อยแต่กระทบหน้าที่สร้างรายได้ควรมาก่อน

ทำไมครอลแล้วเนื้อหาบางหน้าที่ใช้ JavaScript ถึงดูเหมือนไม่มีเนื้อหา

เพราะ crawler บางตัวอ่านเนื้อหาที่โหลดมาทีหลังด้วย JavaScript ไม่ครบ ทำให้รายงานเข้าใจว่าเนื้อหาบางกว่าความเป็นจริง ควรเปิดดูหน้าจริงประกอบก่อนสรุปว่าเนื้อหาน้อยเกินไป

หน้ากำพร้า (orphan page) ที่ครอลเจอ ต้องรีบแก้ทุกหน้าไหม

ไม่จำเป็นเสมอไป ต้องพิจารณาว่าหน้านั้นยังมีประโยชน์กับธุรกิจไหม ถ้าเป็นบทความเก่าที่ล้าสมัยไปแล้วและไม่มีทราฟฟิก อาจพิจารณาลบทิ้งแทนการหาทางลิงก์เข้าไปใหม่

ควรครอลเว็บซ้ำบ่อยแค่ไหนถึงจะเหมาะ

เว็บที่เพิ่มหน้าใหม่บ่อย เช่น มีบล็อกหรือสินค้าใหม่ทุกสัปดาห์ ควรครอลอย่างน้อยเดือนละครั้ง ส่วนเว็บที่แทบไม่เปลี่ยนโครงสร้าง ครอลทุกไตรมาสก็เพียงพอ และควรครอลเพิ่มทุกครั้งหลังทำงานใหญ่ที่กระทบทั้งเว็บ เช่น ย้ายโดเมนหรือเปลี่ยนโครงสร้าง URL

เครื่องมือฟรีที่เกี่ยวข้อง

  • Website CrawlerSEO crawler ฟรี — ไล่ตรวจลิงก์ภายในเว็บไซต์สูงสุด 50 หน้า หา title/description ซ้ำ, หน้า error, หน้า noindex, redirect และปัญหา on-page รายหน้า พร้อมส่งออก CSV
  • Free SEO Checkerตรวจ SEO เว็บไซต์ฟรี — สแกนหน้าเว็บจริง เช็ค title, meta, heading, canonical, robots.txt, sitemap, schema, broken links พร้อมคะแนนและวิธีแก้ทีละข้อ และวัดความเร็วผ่าน Google PageSpeed

อยากให้ช่วยดูเคสของคุณแบบเฉพาะธุรกิจ?

ส่งเว็บไซต์ ปัญหา หรือเป้าหมายธุรกิจมาให้ช่วยดูเบื้องต้นได้ ไม่มีค่าใช้จ่าย

บทความที่เกี่ยวข้อง

SEO

Internal Link คืออะไร และควรทำยังไงให้ทั้ง Google และคนอ่านได้ประโยชน์

Internal link คือเทคนิค SEO ที่ฟรี ทำได้เองทันที และธุรกิจเล็กมองข้ามมากที่สุด บทความนี้สอนวางลิงก์ภายในเว็บอย่างเป็นระบบ พร้อมตัวอย่างจริง

อ่านประมาณ 8 นาที

SEO

ตรวจเว็บไซต์ก่อนจ้าง SEO ต้องเช็กอะไรบ้าง

ก่อนจ่ายเงินจ้างทำ SEO ควรตรวจเว็บไซต์ตัวเองก่อน 6 เรื่องหลัก เพื่อรู้ว่าเว็บพร้อมแค่ไหนและไม่โดนขายบริการที่ไม่ตรงปัญหาจริง

อ่านประมาณ 9 นาที

SEO ฉบับทำเอง

วิธีทำ SEO Audit เว็บตัวเองแบบ DIY ไม่ต้องจ้างเอเจนซี่

ขั้นตอนตรวจสุขภาพ SEO เว็บธุรกิจคนเดียวด้วยตัวเอง ตั้งแต่เช็กทราฟฟิกจริงใน Search Console ไปจนถึงจัดลำดับความสำคัญของสิ่งที่ต้องแก้ก่อน โดยไม่ต้องจ่ายค่าจ้างเอเจนซี่หลักหมื่น

อ่านประมาณ 8 นาที