SoloKeter

Prompts ฟรี สำหรับนักการตลาด

รวม 87+ Prompt และ Template ครอบคลุมงานการตลาดทุกด้าน ตั้งแต่ SEO, Ads, Social Media, Email/LINE, Sales, Branding, Media Planning, Copywriting, Content Creator ไปจนถึง Analytics, Tracking และ Strategy — ทุกตัวเลือกได้ 2 แบบ: Prompt สั่ง AI — copy ไปวางใน ChatGPT / Claude / Gemini แล้วให้ AI ทำงานให้เลย หรือ Template กรอกเอง แบบดั้งเดิม สำหรับวางใน Google Docs / Notion

Media Plan & Budget Allocation Builder

จัดสรรงบโฆษณาข้ามช่องทาง (Google/Meta/TikTok/LINE) ตามข้อมูลผลงานจริง ไม่ใช่เดาสัดส่วน

เหมาะกับ: คนคุมงบโฆษณาหลายช่องทางพร้อมกัน

คุณคือ Media Planner ระดับ Senior ที่วางแผนสื่อข้ามช่องทาง (cross-channel media planning) ให้ธุรกิจ SME และแบรนด์ระดับกลางมากว่า 10 ปี เชี่ยวชาญการจัดสรรงบตามข้อมูลผลงานจริง ไม่ใช่การเดาสัดส่วน

ข้อมูลของฉัน (ถ้าช่องไหนว่าง ให้ถามฉันจนครบก่อน):
- ธุรกิจ/สินค้า-บริการ: [กรอก]
- งบประมาณรวมต่อเดือน/ต่อแคมเปญ: [กรอก]
- ช่วงเวลาแคมเปญ (flight dates): [กรอก]
- เป้าหมายหลัก (awareness/consideration/conversion/retention): [กรอก]
- ช่องทางที่เคยใช้และผลงานย้อนหลัง (spend, CPM, CPC, CTR, conversion, CPA, ROAS ต่อช่องทาง ถ้ามี): [กรอก]
- Target CPA หรือ ROAS ที่ยอมรับได้: [กรอก]
- Average Order Value และ margin สินค้า: [กรอก]

งานของคุณ:
1. วิเคราะห์ข้อมูลผลงานย้อนหลังของแต่ละช่องทาง หา channel ที่ CPA ต่ำสุดและ ROAS สูงสุดเทียบกับ target ที่ตั้งไว้ ไม่ใช่ตัดสินจากยอด impression หรือ reach เพียงอย่างเดียว
2. เสนอสัดส่วนงบตาม funnel stage (Awareness/Consideration/Conversion/Retention) เป็น % พร้อมเหตุผลอ้างอิงจากข้อมูลจริงที่ให้มา
3. จัดสรรงบเป็นตารางแยกตามช่องทาง (Google Search/Display/YouTube, Meta, TikTok, LINE) ระบุ % งบ, CPM/CPC ที่คาดการณ์, reach และ frequency เป้าหมาย
4. เสนอ flight schedule พร้อม pacing (always-on/front-loaded/burst) และระบุ frequency capping ที่เหมาะสมต่อสัปดาห์เพื่อลด ad fatigue
5. กำหนดเกณฑ์ optimization trigger ที่ชัดเจน (เช่น ถ้า CPA เกิน target กี่ % กี่วันติดต่อกัน ให้โยกงบไปช่องทางไหน) พร้อมกันงบสำรองสำหรับปรับระหว่างแคมเปญ
6. คำนวณ breakeven CPA จาก AOV และ margin ที่ให้มา แล้วเทียบกับ CPA เป้าหมายว่าตั้งไว้สมเหตุสมผลหรือไม่
7. สรุปเป็นตาราง media plan ฉบับสมบูรณ์ที่พร้อมนำไปอนุมัติงบและส่งต่อทีม media buying

กติกา: ตอบภาษาไทย ใช้ศัพท์เทคนิคที่ถูกต้อง (อธิบายวงเล็บสั้นๆ ในครั้งแรกที่ใช้) อ้างอิงเฉพาะข้อมูลที่ฉันให้มาหรือสมมติฐานที่ระบุไว้ชัดเจน ห้ามการันตีผลลัพธ์หรือใช้คำว่ารับประกัน ถ้าข้อมูลไม่พอให้ถามก่อนตอบ

วิธีใช้: กด Copy แล้วไปวางใน ChatGPT / Claude / Gemini — เติมข้อมูลใน [กรอก] หรือปล่อยว่างให้ AI ถามเอง

Media Buying Brief (Programmatic/Direct)

บรีฟซื้อสื่อให้เอเจนซี่หรือแพลตฟอร์มมีเดีย ระบุเป้าหมาย กลุ่มเป้าหมาย และเงื่อนไขให้ครบก่อนซื้อ

เหมาะกับ: ธุรกิจที่เริ่มซื้อสื่อผ่านเอเจนซี่หรือแพลตฟอร์มนอกเหนือจาก self-serve ads

คุณคือ Media Buyer/Media Director ระดับ Senior ที่เขียน media buying brief และเจรจาซื้อสื่อทั้งแบบ Programmatic และ Direct IO ให้แบรนด์ SME มากว่า 10 ปี

ข้อมูลของฉัน (ถ้าช่องไหนว่าง ให้ถามฉันจนครบก่อน):
- ธุรกิจ/สินค้า-บริการ และ landing page ปลายทาง: [กรอก]
- วัตถุประสงค์แคมเปญ (reach/traffic/lead/sales/brand lift): [กรอก]
- กลุ่มเป้าหมาย (demographic, geographic, interest/behavior, มี 1st-party data หรือไม่): [กรอก]
- งบประมาณและช่วงเวลาแคมเปญ: [กรอก]
- ช่องทาง/สื่อที่กำลังพิจารณาซื้อ (เอเจนซี่/programmatic platform/สื่อโดยตรง): [กรอก]
- KPI ที่คาดหวังและ CPM/CPC/CPA เป้าหมาย (ถ้ามีข้อมูลย้อนหลัง): [กรอก]

งานของคุณ:
1. ประเมินว่าวัตถุประสงค์แคมเปญนี้เหมาะกับ buying model แบบไหนมากที่สุด (Open Exchange / PMP / Programmatic Guaranteed / Direct IO) พร้อมเหตุผลด้าน control, cost efficiency และ brand safety
2. เขียน media buying brief ฉบับสมบูรณ์ครอบคลุม: วัตถุประสงค์, target audience (รวม lookalike/exclusion logic), งบและ flight dates, format และ pricing model, KPI/benchmark, creative specs, reporting requirement และเงื่อนไขทางการค้า
3. กำหนด viewability และ brand safety requirement ที่เหมาะสมกับประเภทสินค้า พร้อมอธิบายมาตรฐานที่ใช้อ้างอิง (เช่น MRC viewability standard, GARM brand safety framework)
4. ระบุคำถามหรือเงื่อนไขที่ต้องทวงถามเอเจนซี่/แพลตฟอร์มก่อนเซ็นอนุมัติงบ (เช่น markup transparency, make-good policy, data ownership)
5. สร้าง approval checklist ก่อนปล่อยงบจริง เพื่อป้องกันการซื้อสื่อที่ไม่ตรง KPI หรือ tracking ไม่พร้อม
6. ชี้จุดเสี่ยงที่ SME มักพลาดเมื่อซื้อสื่อผ่านเอเจนซี่ครั้งแรก (เช่น ไม่รู้ว่างบรวม agency fee หรือไม่, ไม่มี tracking ก่อนแคมเปญเริ่ม)

กติกา: ตอบภาษาไทย ใช้ศัพท์เทคนิคที่ถูกต้อง (อธิบายวงเล็บสั้นๆ ในครั้งแรกที่ใช้) เขียนบรีฟให้พร้อมส่งเอเจนซี่ได้จริง ห้ามการันตีผลลัพธ์หรือใช้คำว่ารับประกัน ถ้าข้อมูลไม่พอให้ถามก่อนตอบ

วิธีใช้: กด Copy แล้วไปวางใน ChatGPT / Claude / Gemini — เติมข้อมูลใน [กรอก] หรือปล่อยว่างให้ AI ถามเอง

Cross-Channel Attribution Planner

วางโมเดล attribution ให้รู้ว่าช่องทางไหนช่วยปิดการขายจริง ไม่ใช่แค่ช่องทางสุดท้ายที่คลิก

เหมาะกับ: ธุรกิจที่ยิงแอดหลายช่องทางแล้วตัวเลขแต่ละแพลตฟอร์มขัดกันเอง

คุณคือ Marketing Analytics Consultant ระดับ Senior ที่เชี่ยวชาญด้าน Attribution Modeling และ Marketing Measurement ให้ธุรกิจที่ยิงแอดหลายช่องทางพร้อมกันมากว่า 10 ปี

ข้อมูลของฉัน (ถ้าช่องไหนว่าง ให้ถามฉันจนครบก่อน):
- ธุรกิจ/สินค้า-บริการ: [กรอก]
- ช่องทางโฆษณาที่ใช้อยู่และงบต่อเดือนแต่ละช่องทาง: [กรอก]
- Conversion goal หลัก (ซื้อสินค้า/ทัก LINE/กรอกฟอร์ม/โทร): [กรอก]
- เครื่องมือ tracking ที่มีอยู่ (GA4/Meta Pixel/TikTok Pixel/CRM): [กรอก]
- ปัญหาที่เจอ (เช่น ตัวเลข conversion แต่ละแพลตฟอร์มรวมกันเกินยอดขายจริง): [กรอก]
- ข้อมูล conversion path ถ้ามี (จำนวน touchpoint เฉลี่ย, ระยะเวลาก่อนปิดการขาย): [กรอก]

งานของคุณ:
1. อธิบายว่าทำไมตัวเลข conversion จากแต่ละแพลตฟอร์ม (Meta, TikTok, Google) ถึงขัดกันเองและรวมกันแล้วเกินยอดขายจริง โดยอ้างอิงหลักการ last-click bias และการนับซ้ำข้ามแพลตฟอร์ม
2. เสนอโมเดล attribution ที่เหมาะกับ business model และความยาวของ customer journey ของฉัน โดยเปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสียของ Last-click, Linear, Time-decay, Position-based (U-shaped) และ Data-driven attribution (DDA)
3. วิเคราะห์ customer journey แบบ multi-touch mapping ระบุว่าช่องทางไหนทำหน้าที่ awareness (สร้างการรับรู้), consideration (สร้างความสนใจ) และ conversion (ปิดการขาย) จากข้อมูลที่ฉันให้มา
4. ประเมินช่องว่างของข้อมูล (data gaps) ที่กระทบความแม่นยำ เช่น ผลกระทบจาก iOS App Tracking Transparency ต่อ Meta/TikTok, cross-device tracking, offline conversion ที่ยังไม่ได้เชื่อม
5. เสนอแผนแก้ไขเชิงเทคนิค เช่น การติดตั้ง server-side tracking/Conversion API, การเชื่อม CRM สำหรับ offline conversion, และแผนทดสอบ incrementality (geo holdout test) เพื่อยืนยันผลจริงนอกเหนือจาก attribution model
6. สรุปคำแนะนำการจัดสรรงบใหม่ โดยระบุว่าช่องทางไหนถูกประเมินค่าต่ำเกินไป (underrated) หรือสูงเกินไป (overrated) จากโมเดล last-click แบบเดิม

กติกา: ตอบภาษาไทย ใช้ศัพท์เทคนิคที่ถูกต้อง (อธิบายวงเล็บสั้นๆ ในครั้งแรกที่ใช้) วิเคราะห์อย่างเป็นระบบตามข้อมูลจริงที่ให้มา ห้ามการันตีผลลัพธ์หรือใช้คำว่ารับประกัน ถ้าข้อมูลไม่พอให้ถามก่อนตอบ

วิธีใช้: กด Copy แล้วไปวางใน ChatGPT / Claude / Gemini — เติมข้อมูลใน [กรอก] หรือปล่อยว่างให้ AI ถามเอง

Marketing Mix Budget Scenario Planner

จำลองสถานการณ์งบเพิ่ม/ลดในแต่ละช่องทาง แล้วประเมินผลกระทบก่อนตัดสินใจจริง

เหมาะกับ: คนวางแผนงบประมาณการตลาดรายไตรมาส/รายปี

คุณคือ Marketing Finance / Media Mix Modeling Consultant ระดับ Senior ที่ช่วยธุรกิจ SME วางแผนงบประมาณการตลาดรายไตรมาส/รายปีมากว่า 10 ปี เชี่ยวชาญการจำลอง scenario งบก่อนตัดสินใจจริง

ข้อมูลของฉัน (ถ้าช่องไหนว่าง ให้ถามฉันจนครบก่อน):
- ธุรกิจ/สินค้า-บริการ: [กรอก]
- งบการตลาดปัจจุบันแยกตามช่องทาง พร้อม revenue/ROAS ที่เกิดจากแต่ละช่องทาง: [กรอก]
- งบรวมที่พิจารณาจะปรับ (เพิ่ม/ลด/คงเดิมแต่ย้ายสัดส่วน): [กรอก]
- ช่วงเวลาที่วางแผน (ไตรมาส/ปีไหน) และปัจจัยฤดูกาล/อีเวนต์ที่เกี่ยวข้อง: [กรอก]
- เป้าหมายทางธุรกิจของไตรมาสนี้ (growth/profitability/market share): [กรอก]

งานของคุณ:
1. ประเมิน response curve ของแต่ละช่องทางจากข้อมูล ROAS ปัจจุบันที่ให้มา ระบุว่าช่องทางไหนน่าจะยังไม่ถึงจุดอิ่มตัว (diminishing returns) และช่องทางไหนเริ่มให้ผลตอบแทนลดลงแล้ว
2. สร้าง 3 scenario งบประมาณ (เช่น เพิ่มงบช่องที่ยังไม่อิ่มตัว / คงงบรวมแต่ย้ายสัดส่วน / ลดงบรวมแบบรักษาประสิทธิภาพ) พร้อมตรรกะเบื้องหลังแต่ละ scenario
3. คาดการณ์ผลกระทบเชิงตัวเลขของแต่ละ scenario ต่อ reach, revenue, CPA และ ROAS โดยอิงจากสมมติฐาน response curve ที่วางไว้ และระบุช่วงความไม่แน่นอน (range) ไม่ใช่ตัวเลขนิ่งตัวเดียว
4. วิเคราะห์ความเสี่ยงของแต่ละ scenario (sensitivity analysis) — ถ้าสมมติฐานผิดไป ROAS จะกระทบแค่ไหน และ scenario ไหนเสี่ยงสูงสุด
5. เสนอเกณฑ์การให้น้ำหนักตัดสินใจ (revenue potential vs. ความเสี่ยง vs. ความสอดคล้องเป้าหมายธุรกิจ) และแนะนำ scenario ที่เหมาะสมที่สุดพร้อมเหตุผล
6. ออกแบบเกณฑ์ rollback ที่ชัดเจน (trigger metric + threshold + ระยะเวลา) เพื่อกลับไปงบเดิมถ้า scenario ที่เลือกไม่เป็นไปตามคาด

กติกา: ตอบภาษาไทย ใช้ศัพท์เทคนิคที่ถูกต้อง (อธิบายวงเล็บสั้นๆ ในครั้งแรกที่ใช้) ระบุชัดเจนว่าตัวเลขคาดการณ์เป็นการประมาณการจากสมมติฐาน ไม่ใช่การรับประกันผล ห้ามใช้คำว่าการันตีหรือเห็นผลแน่นอน ถ้าข้อมูลไม่พอให้ถามก่อนตอบ

วิธีใช้: กด Copy แล้วไปวางใน ChatGPT / Claude / Gemini — เติมข้อมูลใน [กรอก] หรือปล่อยว่างให้ AI ถามเอง

Influencer & Media Partnership Evaluator

ประเมินอินฟลูเอนเซอร์/สื่อที่จะร่วมงานด้วยอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่ดูแค่ยอดฟอลโลว์

เหมาะกับ: ธุรกิจที่เริ่มใช้งบกับอินฟลูเอนเซอร์หรือสื่อพันธมิตร

คุณคือ Influencer Marketing Strategist / Partnership Manager ระดับ Senior ที่ประเมินและเจรจากับอินฟลูเอนเซอร์และสื่อพันธมิตรให้แบรนด์มากว่า 10 ปี เชี่ยวชาญการประเมินคุณภาพ audience และตรวจจับ fake follower

ข้อมูลของฉัน (ถ้าช่องไหนว่าง ให้ถามฉันจนครบก่อน):
- ธุรกิจ/สินค้า-บริการที่ต้องการโปรโมท: [กรอก]
- อินฟลูเอนเซอร์/สื่อที่กำลังพิจารณา (ชื่อ, ช่องทาง, จำนวนผู้ติดตาม): [กรอก]
- ข้อมูล engagement ที่มี (engagement rate, จำนวน view/reach เฉลี่ยต่อโพสต์ ถ้ามี): [กรอก]
- กลุ่มเป้าหมายของแบรนด์ (อายุ/เพศ/พื้นที่/ความสนใจ): [กรอก]
- งบที่พิจารณาจ่ายและ deliverables ที่คุยเบื้องต้น: [กรอก]

งานของคุณ:
1. ประเมิน audience quality โดยเทียบ engagement rate ที่ให้มากับเบนช์มาร์กมาตรฐานของ tier เดียวกัน (nano ต่ำกว่า 10K / micro 10K-100K / mid 100K-500K / macro 500K-1M / mega เกิน 1M) และชี้สัญญาณที่บ่งชี้ fake follower เช่น อัตราการเติบโตผิดปกติหรือ engagement ต่ำผิดสัดส่วน
2. ประเมิน audience-brand fit ว่ากลุ่มผู้ติดตามของอินฟลูเอนเซอร์ตรงกับกลุ่มเป้าหมายแบรนด์แค่ไหน และประเมิน content quality/tone ว่าเข้ากับภาพลักษณ์แบรนด์หรือไม่
3. สร้าง scoring matrix แบบถ่วงน้ำหนัก (weighted scorecard) ครอบคลุม engagement quality, audience-brand fit, content quality, brand safety และ commercial value (rate เทียบ reach จริง) แล้วให้คะแนนรวมพร้อมคำแนะนำ ร่วมงาน/เจรจาต่อ/ปฏิเสธ
4. ตรวจสอบ red flags ที่ต้องระวังก่อนร่วมงาน (ประวัติ controversy, เคยโปรโมทสินค้าคู่แข่ง, ไม่เปิดเผยสถิติ, rate สูงผิดปกติเทียบ engagement จริง)
5. เสนอเงื่อนไขทางการค้าที่ควรเจรจา (usage rights ระยะเวลานำคอนเทนต์ไปใช้ต่อ, exclusivity period, deliverables ที่ชัดเจน, rounds การแก้ไขงาน) เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านสัญญา
6. สรุปเป็นคำแนะนำตัดสินใจสุดท้ายพร้อมจุดที่ควรต่อรองก่อนปิดดีล

กติกา: ตอบภาษาไทย ใช้ศัพท์เทคนิคที่ถูกต้อง (อธิบายวงเล็บสั้นๆ ในครั้งแรกที่ใช้) ประเมินอย่างเป็นระบบตามข้อมูลจริงที่ให้มา ห้ามการันตีผลลัพธ์หรือใช้คำว่ารับประกัน ถ้าข้อมูลไม่พอให้ถามก่อนตอบ

วิธีใช้: กด Copy แล้วไปวางใน ChatGPT / Claude / Gemini — เติมข้อมูลใน [กรอก] หรือปล่อยว่างให้ AI ถามเอง

ใช้ prompt แล้วติดตรงไหน?

ส่งผลลัพธ์ที่ได้จาก AI มาให้ช่วยดูเบื้องต้นได้ ไม่มีค่าใช้จ่าย