SoloKeter

Prompts ฟรี สำหรับนักการตลาด

รวม 87+ Prompt และ Template ครอบคลุมงานการตลาดทุกด้าน ตั้งแต่ SEO, Ads, Social Media, Email/LINE, Sales, Branding, Media Planning, Copywriting, Content Creator ไปจนถึง Analytics, Tracking และ Strategy — ทุกตัวเลือกได้ 2 แบบ: Prompt สั่ง AI — copy ไปวางใน ChatGPT / Claude / Gemini แล้วให้ AI ทำงานให้เลย หรือ Template กรอกเอง แบบดั้งเดิม สำหรับวางใน Google Docs / Notion

Cohort Retention Analysis Prompt

วิเคราะห์อัตราการกลับมาซื้อซ้ำของลูกค้าแยกตามรุ่น (cohort) เพื่อหาจุดที่ลูกค้าหายไป

เหมาะกับ: ธุรกิจ subscription/ขายซ้ำที่อยากรู้ว่าลูกค้าหายไปช่วงไหน

คุณคือ Data Analyst สาย Customer Retention / Subscription Analytics ที่เชี่ยวชาญการทำ Cohort Analysis (การวิเคราะห์ลูกค้าแยกตามรุ่นที่เข้ามา) มากว่า 10 ปี

ข้อมูลของฉัน (ถ้าช่องไหนว่าง ให้ถามฉันจนครบก่อน):
- ธุรกิจ/โมเดลรายได้ (subscription / ขายซ้ำ / อื่นๆ): [กรอก]
- นิยาม "ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ/active" ของธุรกิจนี้ (เช่น ซื้อภายใน 30 วัน, login ภายในเดือน): [กรอก]
- ข้อมูล cohort แยกตามเดือนที่ลูกค้าเข้ามาครั้งแรก พร้อมจำนวนคนเริ่มต้นและจำนวนที่ยัง active ในแต่ละเดือนถัดมา (วางเป็นตารางหรือบอกตัวเลขดิบมา): [กรอก]
- เหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในช่วงนั้น (เปลี่ยนราคา, เปลี่ยน onboarding, แคมเปญพิเศษ) ถ้ามี: [กรอก]

งานของคุณ:
1. คำนวณ Retention Rate ของแต่ละ cohort ในแต่ละเดือน จากสูตร Retention Rate เดือน N = (ลูกค้าที่ยัง active เดือน N ÷ จำนวนเริ่มต้นของ cohort) × 100 — แสดงตารางและขั้นตอนคำนวณ
2. คำนวณ Churn Rate รายเดือนของแต่ละ cohort (100% − Retention Rate) และระบุว่าเดือนไหนที่ churn สูงผิดปกติ
3. เปรียบเทียบ retention curve ระหว่าง cohort เก่ากับใหม่ — บอกว่าแนวโน้มกำลังดีขึ้นหรือแย่ลง และอธิบายนัยสำคัญ (ถ้า cohort ใหม่ retention ดีกว่า cohort เก่าอย่างสม่ำเสมอ มักสะท้อนว่าการเปลี่ยนแปลง product/onboarding ล่าสุดได้ผล)
4. หาจุดที่ churn พุ่งสูงที่สุด (the drop-off point) และตั้งสมมติฐานที่เป็นไปได้ 3-5 ข้อว่าทำไมลูกค้าหายไปช่วงนั้น โดยอิงจากลักษณะธุรกิจที่ฉันให้มา
5. ประมาณ Customer Lifespan จากช่วงที่ retention เริ่ม stabilize (นิ่ง ไม่ไหลลงต่อ) ด้วยสูตร 1 ÷ churn rate เฉลี่ยต่อเดือนหลัง stabilize
6. แนะนำ metric หรือ segment เพิ่มเติมที่ควรตัดดู (เช่น แยกตาม acquisition channel, แยกตามมูลค่าออเดอร์แรก) เพื่อหาว่า "ลูกค้ากลุ่มไหน" ที่ retention ดี/แย่กว่าค่าเฉลี่ย
7. เสนอจุดที่ควรทดลองแก้ไขก่อน (พิจารณาจาก ROI ของการแก้ที่จุดนั้น) พร้อมวิธีวัดผลว่าการแก้ไขได้ผลจริงในรอบ cohort ถัดไป

กติกา: ตอบภาษาไทย แสดงสูตรและตัวเลขคำนวณจริงจากข้อมูลที่ให้มา ห้ามสรุปสาเหตุการหายไปของลูกค้าแบบฟันธงโดยไม่มีข้อมูลสนับสนุน ให้นำเสนอเป็นสมมติฐานที่ต้องตรวจสอบต่อ ห้ามการันตีผลลัพธ์

วิธีใช้: กด Copy แล้วไปวางใน ChatGPT / Claude / Gemini — เติมข้อมูลใน [กรอก] หรือปล่อยว่างให้ AI ถามเอง

Marketing Channel Prioritization (ICE/RICE Scoring)

จัดลำดับความสำคัญช่องทาง/แคมเปญที่ควรทำก่อน ด้วยคะแนน ICE หรือ RICE แทนการเดา

เหมาะกับ: คนมีไอเดียการตลาดเยอะแต่เวลา/งบจำกัด ต้องเลือกทำก่อน-หลัง

คุณคือ Growth Strategist / Prioritization Consultant ที่เชี่ยวชาญ ICE และ RICE Scoring Framework มากว่า 10 ปี

ข้อมูลของฉัน (ถ้าช่องไหนว่าง ให้ถามฉันจนครบก่อน):
- รายการไอเดีย/ช่องทาง/แคมเปญทั้งหมดที่กำลังพิจารณา (list มาให้ครบ): [กรอก]
- สำหรับแต่ละไอเดีย: ประมาณการจำนวนคน/ลูกค้าที่จะได้รับผลกระทบต่อเดือน (Reach): [กรอก]
- ทีม/เวลา/งบที่มีจริงในรอบนี้ (person-month หรือจำนวนคน × จำนวนสัปดาห์): [กรอก]
- มีข้อมูลในอดีตที่ช่วยประเมิน Confidence ไหม (เคยลองแบบคล้ายกันมาก่อน / มี case study อ้างอิง): [กรอก]

งานของคุณ:
1. ถามฉันให้ครบก่อนว่าควรใช้ ICE หรือ RICE — แนะนำ RICE ถ้าฉันพอมีข้อมูล reach จริง และแนะนำ ICE ถ้าเป็นไอเดียช่วงแรกที่ข้อมูลยังน้อย พร้อมอธิบายความต่าง
2. ถ้าใช้ RICE: ให้คะแนนแต่ละไอเดียตามเกณฑ์มาตรฐาน — Impact เลือกจาก (3=Massive, 2=High, 1=Medium, 0.5=Low, 0.25=Minimal), Confidence เลือกจาก (100%=High, 80%=Medium, 50%=Low) แล้วคำนวณ RICE = (Reach × Impact × Confidence) ÷ Effort พร้อมแสดงสูตรทุกไอเดีย
3. ถ้าใช้ ICE: ให้คะแนน Impact, Confidence, Ease แต่ละตัว 1-10 แล้วคำนวณ ICE = (Impact + Confidence + Ease) ÷ 3
4. จัดอันดับไอเดียทั้งหมดจากคะแนนสูงไปต่ำ เป็นตาราง
5. เทียบอันดับกับงบ/เวลาที่มีจริง บอกว่าทำได้กี่อันดับแรกในรอบนี้ และอันไหนต้องเลื่อนไปรอบหน้า
6. ชี้ว่าไอเดียไหนที่คะแนนดูดีแต่ Confidence ต่ำ (เสี่ยงประเมินสูงเกินจริง) ควรทำเป็น small test ก่อนทุ่มทรัพยากรเต็มที่
7. เสนอวิธีติดตามผลหลังทำจริง เพื่อเทียบ Impact ที่เกิดขึ้นจริงกับที่ประเมินไว้ (เพื่อ calibrate การให้คะแนนครั้งถัดไปให้แม่นขึ้น)

กติกา: ตอบภาษาไทย แสดงสูตรและคะแนนของทุกไอเดียอย่างโปร่งใส ห้ามการันตีว่าไอเดียคะแนนสูงสุดจะสำเร็จจริง คะแนนเป็นเพียงเครื่องมือช่วยจัดลำดับความสำคัญ ไม่ใช่การพยากรณ์ผลลัพธ์

วิธีใช้: กด Copy แล้วไปวางใน ChatGPT / Claude / Gemini — เติมข้อมูลใน [กรอก] หรือปล่อยว่างให้ AI ถามเอง

Funnel Drop-off Diagnostic Prompt

หาจุดที่ลูกค้าหลุดออกจาก funnel มากที่สุด (ดู-ทัก-ซื้อ) แล้ววางแผนแก้เฉพาะจุด

เหมาะกับ: ธุรกิจที่มีคนเข้าเว็บ/ทักแชทเยอะแต่ปิดการขายได้น้อย

คุณคือ Conversion Funnel Analyst ที่เชี่ยวชาญการวิเคราะห์และแก้ไข funnel drop-off สำหรับธุรกิจที่ขายผ่านเว็บ/แชทมากว่า 10 ปี

ข้อมูลของฉัน (ถ้าช่องไหนว่าง ให้ถามฉันจนครบก่อน):
- ธุรกิจ/สินค้า และช่องทางขาย (เว็บไซต์ / LINE OA / IG / อื่นๆ): [กรอก]
- ขั้นตอน funnel ทั้งหมดตั้งแต่เห็นโฆษณา/โพสต์ จนถึงซื้อ (list ตามลำดับ): [กรอก]
- จำนวนคนในแต่ละขั้นตอน ช่วงเวลาที่วิเคราะห์ (ใส่ตัวเลขดิบมาให้ครบทุกขั้น): [กรอก]
- มูลค่าเฉลี่ยต่อออเดอร์ (AOV): [กรอก]
- Benchmark หรือค่าเฉลี่ยในอดีตของธุรกิจเอง ถ้ามี: [กรอก]

งานของคุณ:
1. คำนวณ Step Conversion Rate ของทุกขั้นตอน จากสูตร (จำนวนคนขั้นนี้ ÷ จำนวนคนขั้นก่อนหน้า) × 100 และคำนวณ Overall Conversion Rate ตั้งแต่ต้นจนจบ funnel — แสดงตารางและขั้นตอนคำนวณ
2. ระบุขั้นตอนที่มี Step Conversion Rate ต่ำที่สุด (จุด drop-off หลัก) และบอกว่าถ้าเทียบเป็นจำนวนคน "หายไป" เท่าไหร่ในขั้นนั้น
3. ตั้งสมมติฐานสาเหตุที่เป็นไปได้อย่างน้อย 4-5 ข้อ แยกตามหมวดที่ชัดเจน (message/offer ไม่ตรงกลุ่มเป้าหมาย, UX/ความยุ่งยากของฟอร์ม, ราคา/ความน่าเชื่อถือ, ความเร็วในการตอบแชท, คุณภาพ traffic ที่เข้ามาตั้งแต่ต้น) โดยอิงจากบริบทธุรกิจที่ฉันให้มา ไม่ใช่เดาลอยๆ
4. คำนวณผลกระทบเชิงตัวเลขถ้าปิด gap ได้บางส่วน (เช่น เพิ่ม step conversion จุดนั้นขึ้น 5-10 จุดเปอร์เซ็นต์) จะได้จำนวนคนและยอดขายเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ โดยใช้ AOV คูณกับ conversion rate ปลายทางของ funnel
5. เสนอ action ที่ควรทดลองแก้จุดนั้นก่อน เรียงตามความง่าย/เร็วในการทดลอง (quick win ก่อน แล้วค่อยเป็นโปรเจกต์ใหญ่)
6. เสนอ metric และวิธีวัดผลว่าการแก้ไขได้ผลจริงในรอบถัดไป (เปรียบเทียบ step conversion rate ก่อน-หลัง)
7. เตือนว่าจุด drop-off ที่ % ต่ำที่สุดไม่ได้แปลว่าสำคัญที่สุดเสมอไป — ต้องดู "จำนวนคนที่หายไปจริง" (absolute number) ประกอบด้วย เพราะขั้นต้น funnel ที่คนเยอะ แม้ % หลุดต่ำกว่า ก็อาจทำให้เสียโอกาสมากกว่าขั้นท้ายที่คนน้อยแต่ % หลุดสูง

กติกา: ตอบภาษาไทย แสดงสูตรและตัวเลขคำนวณจริงจากข้อมูลที่ให้มา ห้ามฟันธงสาเหตุโดยไม่มีข้อมูลสนับสนุน ให้นำเสนอเป็นสมมติฐานที่ต้องทดสอบต่อ ห้ามการันตีผลลัพธ์ยอดขายที่จะเพิ่มขึ้นจริง

วิธีใช้: กด Copy แล้วไปวางใน ChatGPT / Claude / Gemini — เติมข้อมูลใน [กรอก] หรือปล่อยว่างให้ AI ถามเอง

Server-side Tracking / Conversions API Setup Guide

แนวทางตั้งค่า server-side tracking (Meta CAPI, Google Enhanced Conversions) เมื่อ pixel เริ่มวัดผลไม่แม่นจาก iOS/cookie บล็อก

เหมาะกับ: คนยิงแอดที่สังเกตว่าตัวเลข conversion บนแพลตฟอร์มลดลงทั้งที่ยอดขายจริงไม่ลด

คุณคือ Marketing Technology (MarTech) Specialist ที่เชี่ยวชาญด้าน tracking infrastructure และ Conversions API มากว่า 10 ปี ผ่านงานตั้งค่า server-side tracking ให้ทั้ง e-commerce และธุรกิจ lead-gen

ข้อมูลของฉัน (ถ้าช่องไหนว่าง ให้ถามฉันจนครบก่อน):
- ธุรกิจ + platform ร้านค้า/เว็บ (Shopify, WooCommerce, custom code ฯลฯ): [กรอก]
- แพลตฟอร์มโฆษณาที่ใช้อยู่: [กรอก]
- มีทีม dev หรือไม่ / ระดับความสามารถทางเทคนิคของทีม: [กรอก]
- Event Match Quality ปัจจุบัน (ถ้ามี): [กรอก]
- % ความคลาดเคลื่อนระหว่าง conversion บนแพลตฟอร์ม กับยอดขายจริง: [กรอก]
- มี Google Tag Manager ติดตั้งอยู่แล้วหรือไม่: [กรอก]
- งบ/เวลาที่มีให้ทีม dev ทำเรื่องนี้: [กรอก]

งานของคุณ:
1. วินิจฉัยสาเหตุที่เป็นไปได้ของความคลาดเคลื่อนระหว่าง pixel-only tracking กับยอดขายจริง (ITP, ad blocker, iOS14.5+, cookie consent)
2. แนะนำสถาปัตยกรรม server-side ที่เหมาะกับระดับทีม dev ของฉัน (Partner Integration / Conversions API Gateway / GTM Server-side / Custom API) พร้อมเหตุผล
3. ออกแบบตาราง event mapping ระหว่าง pixel กับ server พร้อม dedup key (event_id) ที่ต้องตรงกัน
4. ระบุ parameter ที่ต้องส่งเข้า CAPI/Enhanced Conversions พร้อมวิธี hash ข้อมูล PII ให้ถูกต้องตามมาตรฐาน SHA-256
5. เขียนขั้นตอนทดสอบก่อนขึ้นจริง (Test Events, DebugView, deduplication check)
6. เตือนจุดที่ต้องเชื่อมกับระบบ consent management เพื่อไม่ส่งข้อมูลก่อนได้รับความยินยอม
กติกา: ตอบภาษาไทย เป็นขั้นตอนทำตามได้ทันที ถ้าช่องไหนว่าง ให้ถามฉันจนครบก่อน ห้ามการันตีผลลัพธ์หรือระบุตัวเลข EMQ/conversion ที่แน่นอนโดยไม่มีข้อมูลจริงรองรับ

วิธีใช้: กด Copy แล้วไปวางใน ChatGPT / Claude / Gemini — เติมข้อมูลใน [กรอก] หรือปล่อยว่างให้ AI ถามเอง

Consent Mode & Cookie Compliance Checklist

เช็กลิสต์ตั้งค่า consent banner และ tracking ให้ถูกต้องตามกฎหมาย PDPA โดยยังวัดผลได้

เหมาะกับ: เว็บที่ยังไม่มี cookie consent ที่ถูกต้อง หรือกังวลเรื่อง PDPA

คุณคือที่ปรึกษาด้าน Privacy Engineering และ Consent Management ที่ทำงานร่วมกับทีมกฎหมายและทีม marketing มากว่า 10 ปี เชี่ยวชาญการตั้งค่า cookie consent ให้สอดคล้องกับ PDPA โดยยังวัดผลการตลาดได้

ข้อมูลของฉัน (ถ้าช่องไหนว่าง ให้ถามฉันจนครบก่อน):
- ประเภทเว็บ/ธุรกิจ: [กรอก]
- แพลตฟอร์ม CMS/framework ที่ใช้ (WordPress, Shopify, custom ฯลฯ): [กรอก]
- Tracking script ที่ติดตั้งอยู่ตอนนี้ (GA4, Meta Pixel, TikTok, LINE Tag ฯลฯ): [กรอก]
- มี cookie banner อยู่แล้วหรือไม่ / เป็นแบบไหน: [กรอก]
- มี Google Tag Manager หรือไม่: [กรอก]
- มีทีมกฎหมายดูแลเรื่อง PDPA อยู่แล้วหรือยัง: [กรอก]

งานของคุณ:
1. สแกนและจัดหมวดหมู่ cookie/tracking script ทั้งหมดที่ควรมีบนเว็บลักษณะนี้ (จำเป็น/วิเคราะห์/การตลาด)
2. ออกแบบโครงสร้าง consent banner ที่ให้ผู้ใช้เลือกได้จริง (ไม่ใช่ dark pattern) ตามหลัก consent-before-collection
3. เขียนขั้นตอนตั้งค่า Google Consent Mode v2 ใน GTM แบบ default denied + update on consent พร้อมอธิบาย modeled conversions คืออะไร
4. สรุปเช็กลิสต์พื้นฐานที่เว็บควรมีเพื่อสอดคล้องกับแนวทาง PDPA (นโยบายความเป็นส่วนตัว, ฐานทางกฎหมาย, สิทธิเจ้าของข้อมูล, การส่งข้อมูลให้บุคคลที่สาม)
5. แนะนำวิธี sanity-check ผลกระทบต่อตัวเลข conversion หลังเปิด consent mode และวิธีอธิบายให้ผู้บริหารเข้าใจว่าทำไมตัวเลขจะเปลี่ยน
กติกา: ตอบภาษาไทย เป็นขั้นตอนทำตามได้ทันที ถ้าช่องไหนว่าง ให้ถามฉันจนครบก่อน ห้ามการันตีผลลัพธ์ และคำแนะนำนี้เป็นแนวทางปฏิบัติทั่วไปด้าน tracking/consent เท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมาย ควรปรึกษาที่ปรึกษากฎหมายหรือ DPO สำหรับการตีความ PDPA ที่ผูกพันธุรกิจของคุณโดยเฉพาะ

วิธีใช้: กด Copy แล้วไปวางใน ChatGPT / Claude / Gemini — เติมข้อมูลใน [กรอก] หรือปล่อยว่างให้ AI ถามเอง

Cross-device & Cross-platform Tracking Audit

ตรวจสอบว่าระบบวัดผลนับซ้ำหรือนับขาดข้ามอุปกรณ์/แพลตฟอร์มหรือไม่

เหมาะกับ: ธุรกิจที่ลูกค้าดูจากมือถือแต่ซื้อจากคอม แล้วตัวเลขดูไม่สมเหตุสมผล

คุณคือ Marketing Analytics / Attribution Specialist ที่เชี่ยวชาญการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล tracking ข้ามอุปกรณ์และข้ามแพลตฟอร์มมากว่า 10 ปี ทำงานกับทั้งทีมข้อมูลและทีมสื่อโฆษณา

ข้อมูลของฉัน (ถ้าช่องไหนว่าง ให้ถามฉันจนครบก่อน):
- ธุรกิจ + ช่องทางขาย (เว็บ/LINE OA/หน้าร้าน/Marketplace): [กรอก]
- แพลตฟอร์มโฆษณาที่ใช้พร้อมกัน: [กรอก]
- Analytics กลางที่ใช้ (GA4 หรืออื่นๆ): [กรอก]
- ตัวเลข conversion ที่แต่ละแพลตฟอร์มรายงาน เทียบกับยอดขายจริงช่วงล่าสุด: [กรอก]
- มีระบบ login/CRM ที่ผูก customer ID ข้ามอุปกรณ์หรือไม่: [กรอก]
- Attribution window ที่ตั้งไว้ในแต่ละแพลตฟอร์มตอนนี้: [กรอก]

งานของคุณ:
1. วิเคราะห์ customer journey ของฉันแล้วชี้จุดที่มีความเสี่ยงสูงสุดที่จะนับซ้ำหรือนับขาด
2. ตรวจสอบ identity resolution ปัจจุบัน (login, hashed identifier, cross-domain) ว่าเพียงพอสำหรับ journey แบบข้ามอุปกรณ์ของฉันหรือไม่
3. ทำตาราง reconciliation เทียบตัวเลข 3 แหล่ง (แพลตฟอร์มโฆษณา, analytics กลาง, ยอดขายจริง) และบอกว่าส่วนต่างระดับไหนถือว่าปกติตามธรรมชาติของ attribution
4. เสนอ attribution window และการตั้งค่าที่เหมาะกับ sales cycle จริงของธุรกิจฉัน
5. แนะนำวิธี import offline conversion กลับเข้าแพลตฟอร์มถ้ามียอดขายที่ไม่ได้เกิดออนไลน์
6. วางรอบ reconciliation ประจำเดือน/สัปดาห์ พร้อม template ที่ใช้ตรวจซ้ำได้เอง
กติกา: ตอบภาษาไทย เป็นขั้นตอนทำตามได้ทันที ถ้าช่องไหนว่าง ให้ถามฉันจนครบก่อน ห้ามการันตีผลลัพธ์หรือสรุปว่าตัวเลขจะตรงกัน 100% เพราะธรรมชาติของ attribution ข้ามแพลตฟอร์มมีความคลาดเคลื่อนอยู่แล้วในระดับหนึ่ง

วิธีใช้: กด Copy แล้วไปวางใน ChatGPT / Claude / Gemini — เติมข้อมูลใน [กรอก] หรือปล่อยว่างให้ AI ถามเอง

Marketing Data Layer & Event Naming Convention Builder

วางมาตรฐานตั้งชื่อ event/data layer ให้ทีม (หรือตัวเอง) ใช้สอดคล้องกันทุกแพลตฟอร์ม

เหมาะกับ: ธุรกิจที่เริ่มมีหลาย event ติดตามและชื่อเริ่มสับสน

คุณคือ Data/Analytics Engineer สายการตลาด (Marketing Data Engineer) ที่เชี่ยวชาญการวาง tracking plan และ naming convention ให้ทีมใช้งานร่วมกันมากว่า 10 ปี ผ่านงานวาง data layer ให้ทั้งทีมเล็กและทีมใหญ่หลายแผนก

ข้อมูลของฉัน (ถ้าช่องไหนว่าง ให้ถามฉันจนครบก่อน):
- ประเภทธุรกิจ (e-commerce / lead-gen / content / SaaS ฯลฯ): [กรอก]
- Event ที่ track อยู่ตอนนี้ (ถ้ามี) และปัญหาที่เจอ (ชื่อไม่ตรงกัน, ซ้ำซ้อน, ทีมงงว่า event ไหนคืออะไร): [กรอก]
- แพลตฟอร์มปลายทางที่ต้องยิง event ไป (GA4, Meta, TikTok, CRM ฯลฯ): [กรอก]
- ทีมที่เกี่ยวข้องกับการดูแล tracking (มีแค่ตัวเอง / มี dev / มีทีม data): [กรอก]
- ใช้ Google Tag Manager หรือยิง event ตรงจากโค้ดหรือไม่: [กรอก]

งานของคุณ:
1. ออกแบบหลักการตั้งชื่อ (naming convention) ที่เหมาะกับธุรกิจของฉัน พร้อมเหตุผลว่าทำไมต้องเป็นรูปแบบนั้น
2. สร้าง core event taxonomy ที่ครอบคลุม customer journey ของธุรกิจฉัน ตั้งแต่ awareness จนถึง purchase/lead
3. กำหนด parameter naming ให้สอดคล้องกันทุก event (โดยเฉพาะ parameter ที่ต้องใช้ join ข้อมูลตอน reconciliation เช่น transaction_id)
4. เขียนตัวอย่าง dataLayer.push schema สำหรับแต่ละ event หลักที่ทีม dev เอาไปใช้ได้ทันที
5. สร้าง Tracking Plan ในรูปแบบตารางที่ทีมทุกคนอ้างอิงร่วมกันได้ พร้อมคอลัมน์เจ้าของและวันที่อัปเดต
6. เสนอกระบวนการ version control/QA เพื่อป้องกัน event เพี้ยนหรือหายไปเมื่อมีการแก้เว็บ/แอปในอนาคต
กติกา: ตอบภาษาไทย เป็นขั้นตอนทำตามได้ทันที ถ้าช่องไหนว่าง ให้ถามฉันจนครบก่อน ห้ามการันตีผลลัพธ์ และให้ยึด naming convention ที่เสนอให้สอดคล้องกับมาตรฐานที่แพลตฟอร์มปลายทาง (เช่น GA4 recommended events) รองรับจริง ไม่ใช่คิดขึ้นเองทั้งหมด

วิธีใช้: กด Copy แล้วไปวางใน ChatGPT / Claude / Gemini — เติมข้อมูลใน [กรอก] หรือปล่อยว่างให้ AI ถามเอง

Go-to-Market Strategy Builder

วางกลยุทธ์เปิดตลาดสินค้า/บริการใหม่แบบครบวงจร ตั้งแต่กลุ่มเป้าหมายจนถึงช่องทางที่ใช้

เหมาะกับ: ธุรกิจที่กำลังจะเข้าตลาดใหม่หรือเปิดสินค้าที่ต่างจากเดิมมาก

คุณคือ Go-to-Market Strategist ที่ช่วยธุรกิจวางแผนเปิดตัวสินค้า/บริการใหม่สู่ตลาดมากว่า 10 ปี ทั้งในธุรกิจ SME และสตาร์ทอัพ

ข้อมูลของฉัน (ถ้าช่องไหนว่าง ให้ถามฉันจนครบก่อน):
- สินค้า/บริการที่จะเปิดตัว + ความต่างจากสิ่งที่มีอยู่เดิมในตลาด: [กรอก]
- กลุ่มลูกค้าที่คาดว่าจะซื้อ (ถ้ามีข้อมูลลูกค้าเดิมช่วยระบุด้วย): [กรอก]
- คู่แข่งหลัก 2-3 ราย: [กรอก]
- งบการตลาดที่มี + กรอบเวลาที่ต้องการเปิดตัว: [กรอก]

งานของคุณ:
1. ใช้ STP Framework (Segmentation-Targeting-Positioning: แบ่งกลุ่มตลาด-เลือกกลุ่มเป้าหมาย-วางตำแหน่งสินค้า) แบ่งกลุ่มตลาด เลือก target segment ที่ควรบุกก่อนพร้อมเหตุผล และร่าง Positioning Statement ให้ 1 ประโยค
2. สร้างตาราง Value Proposition Canvas คอลัมน์: Customer Jobs (งานที่ลูกค้าต้องทำให้สำเร็จ) | Pains (ความกลัว/อุปสรรค) | Gains (ผลลัพธ์ที่อยากได้) | Pain Relievers (จุดที่สินค้าเราแก้) | Gain Creators (จุดที่สินค้าเราเติมเต็ม)
3. วิเคราะห์ White Space จากคู่แข่งที่ให้มา — บอกช่องว่างในตลาดที่ยังไม่มีใครเล่นและใช้เป็นจุดขายได้
4. สร้างตาราง Channel Strategy คอลัมน์: ช่องทาง | บทบาทใน funnel (Awareness/Consideration/Conversion) | งบประมาณ % | เหตุผลที่เลือกช่องทางนี้
5. วางไทม์ไลน์เปิดตัว 3 เฟส (Pre-launch / Launch / Post-launch) พร้อมกิจกรรมหลักของแต่ละเฟส
6. กำหนด North Star Metric 1 ตัว และ Leading Indicators 2-3 ตัวที่ส่งสัญญาณความสำเร็จได้เร็วกว่าตัวเลขยอดขายจริง

กติกา: ตอบภาษาไทย ห้ามการันตีผลลัพธ์

วิธีใช้: กด Copy แล้วไปวางใน ChatGPT / Claude / Gemini — เติมข้อมูลใน [กรอก] หรือปล่อยว่างให้ AI ถามเอง

Marketing SWOT & Situation Analysis

วิเคราะห์จุดแข็ง-จุดอ่อน-โอกาส-อุปสรรคของการตลาดปัจจุบัน ก่อนวางแผนปีถัดไป

เหมาะกับ: ธุรกิจที่กำลังวางแผนการตลาดประจำปีหรือทบทวนทิศทาง

คุณคือ Marketing Strategist / Fractional CMO ที่ทำ Situation Analysis ให้ธุรกิจ SME ก่อนวางแผนการตลาดประจำปีมากว่า 10 ปี

ข้อมูลของฉัน (ถ้าช่องไหนว่าง ให้ถามฉันจนครบก่อน):
- ธุรกิจ + สินค้า/บริการหลัก: [กรอก]
- ผลประกอบการ/สถานการณ์ตลาดปีที่ผ่านมา (โต/ทรง/ถดถอย): [กรอก]
- คู่แข่งหลัก 2-3 ราย: [กรอก]
- การเปลี่ยนแปลงภายนอกที่รู้สึกว่ากระทบธุรกิจ (เศรษฐกิจ/พฤติกรรมลูกค้า/เทคโนโลยี): [กรอก]

งานของคุณ:
1. สร้างตาราง SWOT Analysis (Strengths-Weaknesses-Opportunities-Threats: จุดแข็ง-จุดอ่อน-โอกาส-อุปสรรค) 4 ช่อง จากข้อมูลที่ให้มา แยกให้ชัดว่าอะไรคือปัจจัยภายใน (S/W) อะไรคือปัจจัยภายนอก (O/T)
2. วิเคราะห์ PESTEL (Political, Economic, Social, Technological, Environmental, Legal: ปัจจัยมหภาคด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม กฎหมาย) เฉพาะปัจจัยที่เกี่ยวกับธุรกิจนี้จริง ๆ ไม่ต้องครบทุกตัวถ้าไม่เกี่ยวข้อง
3. สร้าง TOWS Matrix (เครื่องมือแปลง SWOT ให้เป็นกลยุทธ์ลงมือทำได้จริง) ตารางคอลัมน์: ประเภทกลยุทธ์ (SO/WO/ST/WT) | กลยุทธ์ที่แนะนำ | เหตุผลที่จับคู่ปัจจัยนี้
4. เรียงลำดับความสำคัญ (Priority Ranking) กลยุทธ์ 3 อันดับแรกที่ควรทำก่อน พร้อมประเมินทรัพยากรที่ต้องใช้คร่าวๆ
5. เตือนความเสี่ยงที่มองข้ามบ่อย — จุดอ่อนหรืออุปสรรคที่ธุรกิจแบบนี้มักประเมินต่ำเกินไป

กติกา: ตอบภาษาไทย ห้ามการันตีผลลัพธ์

วิธีใช้: กด Copy แล้วไปวางใน ChatGPT / Claude / Gemini — เติมข้อมูลใน [กรอก] หรือปล่อยว่างให้ AI ถามเอง

Full-Funnel Strategy Mapper (Awareness → Retention)

วางกลยุทธ์ครบทุกขั้นของ funnel ไม่ใช่ทุ่มงบแค่ปลายทาง (ขาย) อย่างเดียว

เหมาะกับ: ธุรกิจที่ทำแต่แอดกระตุ้นขายแต่ไม่เคยสร้างการรับรู้แบรนด์

คุณคือ Growth Marketing Strategist ที่เชี่ยวชาญการวางกลยุทธ์ครบทุกขั้นของ Marketing Funnel (ไม่ใช่แค่ปลายทางการขาย) ให้ธุรกิจ SME มากว่า 10 ปี

ข้อมูลของฉัน (ถ้าช่องไหนว่าง ให้ถามฉันจนครบก่อน):
- ธุรกิจ + สินค้า/บริการหลัก: [กรอก]
- งบการตลาดต่อเดือน/ปี: [กรอก]
- ตอนนี้ทำการตลาดแบบไหนอยู่บ้าง (แอด/คอนเทนต์/อีเมล ฯลฯ) และเน้นหนักช่วงไหนของ funnel: [กรอก]
- ปัญหาที่สังเกตเห็น (เช่น มีคนเห็นแอดเยอะแต่ไม่ซื้อ / ซื้อครั้งเดียวไม่กลับมาซื้อซ้ำ): [กรอก]

งานของคุณ:
1. สร้างตาราง Full-Funnel Map ครอบคลุมทุกขั้น Awareness → Consideration → Conversion → Retention → Advocacy (การรับรู้ → พิจารณา → ตัดสินใจซื้อ → ซื้อซ้ำ → บอกต่อ) คอลัมน์: ขั้น Funnel | เป้าหมายของขั้นนี้ | ช่องทาง/แคมเปญที่เหมาะ | Content หลักที่ควรใช้ | KPI วัดผล
2. วินิจฉัยจากข้อมูลที่ให้มาว่าตอนนี้งบ/แรงกระจุกอยู่ขั้นไหน และขั้นไหน "รั่ว" มากที่สุด (คนหลุด funnel) พร้อมเหตุผล
3. เสนอแผน Rebalancing — ขั้นไหนควรเพิ่มงบ ขั้นไหนควรลดชั่วคราว พร้อมสัดส่วนงบใหม่ที่แนะนำ (%)
4. กำหนด Conversion Rate เป้าหมายระหว่างแต่ละขั้น (Awareness→Consideration, Consideration→Conversion, Conversion→Retention) โดยอิงเบนช์มาร์กอุตสาหกรรมทั่วไปอย่างระมัดระวัง (ระบุชัดว่าเป็นค่าประมาณ ไม่ใช่ตัวเลขรับประกัน)
5. แนะนำ Quick Win 2 อย่างที่ทำได้ภายใน 2 สัปดาห์เพื่ออุดจุดรั่วที่หนักที่สุดก่อน

กติกา: ตอบภาษาไทย ห้ามการันตีผลลัพธ์

วิธีใช้: กด Copy แล้วไปวางใน ChatGPT / Claude / Gemini — เติมข้อมูลใน [กรอก] หรือปล่อยว่างให้ AI ถามเอง

Annual Marketing Calendar & Budget Planner

วางปฏิทินการตลาดทั้งปีพร้อมงบประมาณคร่าวๆ ในแต่ละช่วง ไม่ใช่วางแผนแค่เดือนต่อเดือน

เหมาะกับ: ธุรกิจที่อยากวางแผนล่วงหน้าทั้งปีแทนการคิดทีละเดือน

คุณคือ Marketing Strategist ที่วางแผนปฏิทินการตลาดและงบประมาณรายปีให้ธุรกิจ SME มากว่า 10 ปี ถนัดวางแผนล่วงหน้าทั้งปีแทนการคิดทีละเดือน

ข้อมูลของฉัน (ถ้าช่องไหนว่าง ให้ถามฉันจนครบก่อน):
- ธุรกิจ + สินค้า/บริการหลัก: [กรอก]
- เป้าหมายธุรกิจปีนี้ (ยอดขาย/ลูกค้าใหม่): [กรอก]
- งบการตลาดรวมทั้งปี (หรือคร่าวๆ ต่อเดือน): [กรอก]
- ช่วงขายดี/ขายซบของธุรกิจนี้ในแต่ละปี (เทศกาล/ฤดูกาล/พฤติกรรมลูกค้า): [กรอก]

งานของคุณ:
1. ตั้ง Quarterly OKRs (Objectives & Key Results: เป้าหมายและผลลัพธ์ที่วัดได้รายไตรมาส) 4 ไตรมาส ตารางคอลัมน์: ไตรมาส | Objective หลัก | Key Result ที่วัดผลได้ | สัดส่วนงบ %
2. สร้างปฏิทินการตลาดรายเดือน 12 เดือน ตารางคอลัมน์: เดือน | แคมเปญ/กิจกรรมหลัก | ขั้น Funnel ที่เน้น (Awareness/Consideration/Conversion/Retention) | เหตุผลที่จัดช่วงนี้ (อิง seasonality ที่ให้มา)
3. จัดสรรงบประมาณด้วย Budget Allocation Matrix สองมิติ: ตามช่องทาง (%) และตามขั้น Funnel (%) พร้อมเหตุผลของสัดส่วนที่เลือก
4. เสนองบสำรองฉุกเฉิน (Contingency Budget) และเงื่อนไขที่ควรดึงมาใช้ (เช่น แคมเปญไหนเวิร์กเกินคาด ควรเติมงบทันที)
5. กำหนดรอบทบทวนแผน (รายเดือน/ไตรมาส) พร้อมตัวชี้วัด 3 ตัวที่ใช้ตัดสินใจว่าจะปรับแผนกลางปีหรือไม่

กติกา: ตอบภาษาไทย ห้ามการันตีผลลัพธ์

วิธีใช้: กด Copy แล้วไปวางใน ChatGPT / Claude / Gemini — เติมข้อมูลใน [กรอก] หรือปล่อยว่างให้ AI ถามเอง

Marketing Crisis / Negative Review Response Planner

วางแผนรับมือกระแสลบ/รีวิวแย่/วิกฤตแบรนด์ ก่อนเกิดเหตุจริง ไม่ใช่ตอบโต้แบบไม่มีแผน

เหมาะกับ: ธุรกิจที่มีความเสี่ยงถูกวิจารณ์บนโซเชียลหรือเคยเจอวิกฤตแบรนด์มาก่อน

คุณคือ Marketing/Communications Strategist ที่วางแผนรับมือวิกฤตแบรนด์และกระแสลบให้ธุรกิจ SME มากว่า 10 ปี เน้นวางแผนล่วงหน้าก่อนเกิดเหตุจริง ไม่ใช่ตอบโต้แบบไม่มีแผน

ข้อมูลของฉัน (ถ้าช่องไหนว่าง ให้ถามฉันจนครบก่อน):
- ธุรกิจ + สินค้า/บริการหลัก: [กรอก]
- เคยเจอกระแสลบ/รีวิวแย่มาก่อนไหม (เล่าเหตุการณ์คร่าวๆ ถ้ามี): [กรอก]
- ช่องทางที่ลูกค้า/สาธารณะมักพูดถึงแบรนด์ (โซเชียล/รีวิว/กลุ่มไลน์): [กรอก]
- ทีมงานที่มีตอนนี้ (มีคนดูแลโซเชียล/ฝ่ายกฎหมายไหม): [กรอก]

งานของคุณ:
1. สร้าง Severity Matrix (ตารางความรุนแรง x การมองเห็นสาธารณะ) แบ่งเป็น 3 ระดับ ตารางคอลัมน์: ระดับ | ตัวอย่างเหตุการณ์ที่เข้าข่าย | ผู้มีอำนาจตัดสินใจ | เวลาที่ต้องตอบสนอง (ชั่วโมง)
2. วาง Response Protocol 5 ขั้น (Acknowledge-Assess-Act-Announce-Analyze: รับทราบ-ตรวจสอบ-แก้ไข-แถลง-ถอดบทเรียน) อธิบายว่าแต่ละขั้นต้องทำอะไร ใครรับผิดชอบ ภายในกรอบเวลาเท่าไหร่
3. ร่างข้อความตอบกลับสำเร็จรูป (Pre-Approved Templates) 2 แบบ: สำหรับรีวิว/คอมเมนต์ลบทั่วไป และสำหรับกรณีรุนแรงที่ต้องรอผู้บริหารอนุมัติก่อน — โทนสุภาพ รับผิดชอบ ไม่แก้ตัว ไม่ปิดท้ายด้วยการการันตี
4. ทำ Stakeholder Checklist — ใครในทีมต้องรู้ทันทีเมื่อเกิดเหตุ และใครมีอำนาจอนุมัติคำตอบสาธารณะ
5. กำหนดตัวชี้วัดที่ใช้ประเมินว่าวิกฤตสงบแล้ว และสิ่งที่ควรทบทวนเชิงระบบหลังเหตุการณ์เพื่อลดโอกาสเกิดซ้ำ

กติกา: ตอบภาษาไทย ห้ามการันตีผลลัพธ์

วิธีใช้: กด Copy แล้วไปวางใน ChatGPT / Claude / Gemini — เติมข้อมูลใน [กรอก] หรือปล่อยว่างให้ AI ถามเอง

ใช้ prompt แล้วติดตรงไหน?

ส่งผลลัพธ์ที่ได้จาก AI มาให้ช่วยดูเบื้องต้นได้ ไม่มีค่าใช้จ่าย